หน้าแรก เกี่ยวกับเรา ติดต่อเรา การเรียนของลูก รู้ก่อนลูกป่วย อาสาสมัคร ความรู้จากญี่ปุ่น

เมนู

 
« January 2020»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 

อาสาสมัครชาวญี่ปุ่น

โดสะโฮมีความสำคัญสำหรับเด็กพิการรุนแรงที่ญี่ปุ่นอย่างไร?

    เด็กที่ได้รับการฝึกโดสะโฮ อย่างต่อเนื่อง จะได้เรียนรู้วิธีการ การเคลื่อนไหวให้ถูกวิธี จนสามารถเคลื่อนไหวได้ และสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ดี ทำให้ดำรงชีวิตได้ง่ายขึ้น ในสังคม
    ที่ประเทศญี่ปุ่น ผู้ที่ฝึกโดสะโฮได้ ต้องผ่านคุณวุฒิในระดับผู้ฝึก เป็นบุคคลที่ผ่านการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยและได้ศึกษาในสาขาพื้นฐานที่มีความเกี่ยวข้องกับศาสตร์ทางด้าน กายภาพ การศึกษาพิเศษ และรู้ถึงสรีระร่างกาย ทางด้านการฟื้นฟูของคนพิการ ต้องเข้าค่ายที่ได้การรับรองจากคณะกรรมการฯ อีกไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง ขึ้นไปในฐานะผู้ฝึกที่เรียกว่า เทรนเนอร์ จึงจะมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอคุณวุฒิในระดับผู้ฝึกได้ ในการเป็นวิทยากร ถ่ายทอดความรู้ และเป็นผู้จัดการค่ายด้วย ซึ่งมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอคุณวุฒิในระดับวิทยากร ซุปเปอร์ไวเซอร์ ได้

    ส่วนการเป็นวิทยากรที่เรียกว่า ซุปเปอร์ไวเซอร์ คุณสมบัติของซุปเปอร์ไวเซอร์ ต้องผ่านการเป็นเทรนเนอร์ และได้ผ่านการเข้าค่ายที่ได้รับการรับรองอีกไม่น้อยกว่า 5 ครั้ง โดยจะต้องเข้าร่วมและศึกษาบทบาทในหน้าที่ ฉะนั้นส่วนใหญ่ ผู้ที่ฝึกโดสะโฮ ที่ญี่ปุ่น ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการฟื้นฟู มีพ่อแม่เด็กพิการน้อยมากที่ได้รับเข้ารวมการฝึกโดสะโฮ เพราะเนื่องจากพ่อแม่เด็กพิการส่วนใหญ่ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ

    สรุป การศึกษาพิเศษในประเทศญี่ปุ่น ได้เริ่มต้นมาได้รื้อยกว่าปีแล้ว ส่วนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาพิเศษมีมาประมาณกึ่งศตวรรษแล้ว การศึกษาพิเศษในประเทศญี่ปุ่นคล้ายคลึงกับการศึกษาพิเศษในประเทศอื่นๆ กล่าวคือ เริ่มจาการส่งเด็กเข้าไปอยู่ในโรงเรียนพิเศษ ซึ่งส่วนมากเป็นโรงเรียนประจำ ต่อมาพบว่าโรงเรียนดังกล่าวไม่ไห้ประโยชน์ต่อเด็กเท่าที่ควร จึงมีการส่งเด็กเข้าเรียนร่วมมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กที่มีความบกพร่องไม่มากนัก อัตราส่วนระหว่างเด็กที่อยู่ในโรงเรียนพิเศษกับโรงเรียนร่วมใกล้เคียงกัน ต่อมามีนวตกรรมใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น ในด้านรูปแบบของการจัดการศึกษาพิเศษ เช่น ศูนย์การศึกษาพิเศษ จุดเด่นที่สำคัญ อีกประการหนึ่งของการศึกษาญี่ปุ่นคือ เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญมากในด้านการศึกษาพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ คอมพิวเตอร์ ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ เครื่องมือช่วยเหลือเดเกพิการที่มีมากตามนวตกรรมใหม่ของประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้า

แต่การพัฒนาเด็กให้มีเครื่องมือมากแค่ไหน ถ้าไม่มีความรักเด็กก็ไม่สามารถพัฒนาได้
ทาคุมิเล่าปัญหา เด็กพิการที่มีร่างกายที่ ผิดปกติ

    เช่น อาการเกร็งของร่างกาย ซึ่งนำไปสู่ ร่างกายที่บิดเบี้ยว เพื่อต้องการให้ผู้ปกครองเด็กพิการเข้าใจถึงปัญหาอย่างแท้จริง

    เด็กพิการทางสมอง ซีพี เนื้อสมองส่วนที่เสียหายนั้นจะไม่สามารถคืนสู่สภาพปกติเพราะเซลล์สมองไม่สามารถแบ่งตัว เพิ่มจำนวนแทนที่ส่วนที่เสียหายได้ ผลที่เกิด จากความเสียหายนี้ ทำให้การควบคุมกล้ามเนื้อ แขนขา ทำได้ไม่ดี กล้ามเนื้อบางมัดตึง บางมัดหย่อน หรือขยับเคลื่อนไหวโดยควบคุมไม่ได้ ผลนี้เป็นเหตุให้เด็กทรงตัวได้ไม่ดีขยับยืน หรือเดินลำบาก ถ้าเป็นกับกล้ามเนื้อลำคอหรือปาก ทำให้การพูดลำบาก ไม่ชัด น้ำลายยืด เป็นกับกล้ามเนื้อแขน ทำให้การหยิบจับวัตถุ ไม่ได้ดี เด็กซีพีบางรายเป็น ทั้งสองข้าง รวมถึงกล้ามเนื้อลำตัวและใบหน้า ทำให้แม้แต่นั่งยังล้ม ที่สำคัญคือส่วนใหญ่ สมองส่วนสติปัญญา มักได้รับความเสียหายน้อย เด็กมีสติปัญญาดี การที่มีกล้ามเนื้อ ได้รับสัญญาณ จากสมมองที่ไม่ปรกติ แรงดึงของกล้ามเนื้อมัดต่างๆ จะไม่สมดุล ส่งผลให้เกิดความบิดเบี้ยวของข้อต่างๆ ที่พบบ่อย เช่น ข้อเท้า เขย่งเกร็ง โดยเฉพาะเวลาเดิน เข่า เกร็งงอแข็ง เหยียดไม่ออก หรืออาจเป็นแบบตรงกันข้ามาคือ เหยียดแข็งงอไม่ได้ ข้อสะโพกหนีบเกร็ง กางไม่ออก เหล่านี้ เป็นอุปสรรคกับการยืน ทรงตัว หรือเดิน ถ้าเป็นกับกล้ามเนื้อลำตัวจะทำให้กระดูกสันหลังคด ค่อม ซึ่งความผิดรูปต่างๆ ที่กล่าวนี้จะพัฒนามาก ขึ้นเรื่อย ๆ ตามการเจริญเติบโตของเด็ก พร้อมกับอาการชักที่เพิ่มมากขึ้นจะเห็นว่า เด็กพิการซีพีตอนแรกเกิด ดูเหมือนเด็กปกติทุกประการแต่เมื่อโตมากขึ้น ความผิดรูป ของ แขน ขา ลำตัว จะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนกว่ากระดูกจะหยุดการเจริญ รวมไปถึงการพัฒนาของรูปร่างสมอง บางรายตัวโตสมองเล็ก ฟ่อ จึงทำให้เกิดอาการชักมากเพิ่มมากขึ้น

สรุปว่า สิ่งที่ต้องระวังเมื่อเด็กโตขึ้น คือ

    1.กระดูกข้อต่อต่างๆ ที่ต้องรับน้ำหนักเมื่อเด็กโต เด็กบางราย สะโพกหนีบ กางขาออกไม่ได้ เกิดจุดอับที่บริเวณขาหนีบ ดูแลทำความสะอาดลำบาก และติดเชื้อโรคได้ง่ายถ้าขาหนีบไม่ได้รับการแก้ไข ที่ถูกต้อง เมื่อเด็กโตมากขึ้น การเจริญของข้อสะโพกจะไม่สมบูรณ์ สุดท้ายสะโพกอาจเคลื่อนหรือหลุด ซึ่งถ้าเกิดขึ้น นอกจากจะทำให้เด็กเจ็บปวดจากข้อหลุด ทำให้การเดินหรือแม้แต่การนั่งก็ทำไม่ได้ ส่วนใหญ่สะโพกจะเริ่มเคลื่อนหรือหลุดในช่วงเด็กโต ทำให้การรักษายากขึ้นเด็กบางราย หลังคด มากขึ้นเรื่อยๆ จนในสุด นั่งไม่ได้ เมื่อจะจับนั่งจะล้มลง แม้ว่าจะเคยนั่งได้มาก่อน

    2.การชักเพิ่มมากขึ้น จากภาวะสมองที่กำลังเจริญเติบโต โภชนาการไม่ดีตามอายุของเด็ก หรือเมื่อเด็กโต สมองไม่โต สมองเล็กกว่าร่างกายภาวะชักก็เพิ่มมากขึ้น

ช่วง บรรยาย โดสะโฮ โดยทาคุมิ,และแม่นก (น.ส.เสาวภา ธีระปรีชากุล)

ประวัติความเป็นมา ของโดสะโฮ ผู้บรรยาย (น.ส.เสาวภา ธีระปรีชากุล)

    การรักษาโดสะโฮ มีประวัติในสมัย ปี ค.ศ.1960 (ประมาณ 40 ปีที่แล้ว) คววามเป็นมาของโดสะโฮเริ่มมาจากหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นประสบเคราะห์กรรมจากสงครามโลกมากมายและยังประสบภัยพิบัติจากธรรมชาติแผ่นดินไหว ครั้งใหญ่ขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ในปีค.ศ.1995 ทำให้เกิดผู้พิการทางด้านร่างกายมากมาย ในครั้งนั้นทำให้ผู้พิการเกิดการกังวล และหวาดกลัว โดสะโฮก็ได้นำไปใช้เพื่อลดการป้องกันและอาการวิตกกังวลดังกล่าว  โดยสมาคมโดสะโฮซาก้า (Osaka Dousa-Hou Society:ODS)

    ในประเทศญี่ปุ่น โดสะโฮ เป็นการรักษาบำบัดฟื้นฟูสำหรับผู้พิการทางสมอง โดยไม่ใช้อุปกรณ์ช่วยจะว่าไปแล้ว โดสะโฮนั้นหมายถึงการสื่อสารผ่านทางด้านร่างกายทำให้เกิดการเคลื่อนไหว ระหว่างบุคคลที่มีความพิการกับผู้ฝึก ซึ่งจะทำให้ผู้ฝึกได้รับรู้ว่าความพิการนั้นมิใช่ปัญหา และการฝึกแบบนี้ทำให้ผู้พิการสามารถดำเนินชีวิตอยู่ต่อไปได้ด้วยจิตที่มั่นคง โดสะโฮมิใช่ขจัดปัญหาอุปสรรคในการเคลื่อนไหวเท่านั้นแต่ยังสามารถขยายไปถึงเรื่องการรักษาบำบัดทางการแพทย์ และช่วยพัฒนาให้ผู้พิการมีสุขภาพที่ดีขึ้นอีกด้วย เช่น ทำให้หายใจสะดวก การขับถ่ายง่าย ปอดแข็งแรง รวมไปถึงเรื่องการเจริญอาหารดีขึ้น

    ในประเทศไทย การฝึกโดสะโฮ ได้นำมาเริ่มในปี ค.ศ.1996 จากความร่วมมือจากมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ ที่กรุงเทพฯ เป็นผู้นำมาเผยแพร่ โดยฝึกกับเจ้าหน้าที่เช่น นักกายภาพ และครูการศึกษาพิเศษ ต่อมาได้พัฒนาจากนักวิชาชีพ มาเป็นการฝึกระหว่างผู้ปกครองของเด็กพิการ

    ความเป็นมาของโดสะโฮกับศูนย์การเรียนรู้บ้านแม่นก เริ่มจากพ่อแม่ผู้ปกครองได้เข้าค่ายอบรมโดสะโฮที่มูลนิธิเด็กพิการ และได้ตกผลึกความคิดร่วมกันในการฝึกลูก ที่ต้องการพัฒนาลูกอย่างต่อเนื่อง และได้เห็นถึงความสำคัญของการฟื้นฟูของศาสตร์โดสะโฮที่สามารถช่วยลูกได้ เพราะเด็กของศูนย์การเรียนรู้บ้านแม่นก ประสบปัญหาจากสภาพของเด็กที่มีความพิการทางสมองระดับ 5 ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่หนัก สืบเนื่องจากโดสะโฮเป็นศาสตร์ที่ทำให้เด็กพิการทางสมองสามารถเคลื่อนไหวร่างกายเองได้ ลดปัญหาการเจ็บป่วยของเด็กลง จนไปถึงผู้ปกครองมีกำลังใจที่จะฝึกลูกได้ด้วยตนเอง จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาองค์ความรู้ที่เป็นทางเลือกสำหรับการฟื้นฟูโดยครอบครัวเป็นหลัก และต้องการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ความเข้าใจ จากโดสะโฮ จึงได้ร่วมกลุ่มกันฝึกลูก โดยมีวิชาโดสะโฮเป็นพื้นฐานในการพาเด็กมาฝึกทุกวัน พฤหัสบดี และวันศุกร์ ที่ศูนย์การเรียนรู้บ้านแม่นก


  Copyright 2005-2012 baanmaenok.com All rights reserved.
view