หน้าแรก เกี่ยวกับเรา ติดต่อเรา การเรียนของลูก รู้ก่อนลูกป่วย อาสาสมัคร ความรู้จากญี่ปุ่น

เมนู

 
« November 2019»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

ไดอารี่แม่นก ตอนที่14 "ความน่ากลัว ที่ฉันกลัวไม่ได้"

ไดอารี่แม่นก ตอนที่14 "ความน่ากลัว ที่ฉันกลัวไม่ได้"

              คืนวันที่ 5 พฤษภาคม 2550 เวลา 23.10 น.
              ฉันนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย เพราะนึกถึงเรื่องราวอนาคตที่ต้องเผชิญหน้าอย่างคนตาบอด แม้หนทางข้างหน้าจะมองไม่เห็น แต่ฉันต้องทำใจดีสู้เสือ กับเหตุการณ์ที่น่ากลัวซึ่งกำลังจะมาถึง

              ฉัน สามี และลูกหิน...พวกเราเพิ่งมีความสุขในการพาลูกหินไปเที่ยวพัทยา เมื่อวันสงกรานต์ที่ผ่านมา กับการใช้ชีวิตปกติเหมือนคนธรรมดาทั่วๆ ไป โดยไม่เคยคิดว่าลูกของเราป่วยหนัก พิการหนักแต่อย่างใด แต่ก็แอบกังวลอยู่บ้าง กลัวว่าการไปเที่ยวจะทำให้ลูกป่วย แต่ที่ไหนได้ลูกหินกลับนอนหลับ แถมเลี้ยงง่ายกว่าอยู่บ้านตั้งเยอะ เพราะสังเกตได้ว่าลูกหินกินง่าย นอนง่าย หลับสบายตลอดทั้งคืน ไม่ตื่นเลย แม้กระนั้นเราก็ไม่เคยละเลยกิจวัตรประจำวันที่สำคัญของลูก ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรืออยู่ที่ไหนๆ ฉันและสามี...เราก็ทำกิจวัตรประจำวัน สม่ำเสมอ จนครั้งนั้นฉันได้พบเคล็ดลับความสุขมากมายสำหรับลูกและครอบครัวคนพิการอย่างเรา

              พอกลับมาจากพัทยาไม่นาน ลูกหินก็มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น มันเป็นอาการใหม่ๆ แปลกๆ ที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน ลูกหายใจยากขึ้น หายใจติดๆ ขัดๆ และยิ่งเวลากลางคืนก็จะกรนเสียงดังมาก ราวกับผู้ใหญ่ก็ไม่ปาน ซึ่งจริงๆ แล้ว มันเหมือนอาการธรรมดาของคนทั่วๆ ไป แต่ฉันคิดว่าอาจมีอะไรมากกว่าที่เห็น เพราะสำหรับลูก...เราประมาทไม่ได้แม้เสียววินาที

              กลางคืนฉันเฝ้านอนดูอาการ...หลับบ้าง ไม่หลับบ้าง เพื่อฟังเสียงลูกกรน บางทีก็มีหยุดหายใจประมาณ 3-5 วินาที บางทีก็หายใจเข้า 3 ครั้ง หายใจออก 1 ครั้ง เหมือนมีอะไรไปกั้นรูจมูกลูก ฉันต้องคอยจับพลิกตัว บางทีก็ปลุกให้ตื่นขึ้นมาหายใจบ้าง เพราะกลัวลูกจะหยุดหายใจไปเฉยๆ

              ส่วนกลางวันก็ไปทำงานตามปกติ ...จน.ร่างกายฉันเริ่มอ่อนเพลีย อ่อนล้าลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ใจก็ยังสู้อยู่ เพราะรู้ว่าต้องมีอะไรใหม่ๆ ที่ยังไม่รู้แน่ๆ คงเป็นโรคใหม่ อาการใหม่ๆ ที่ยังไม่คุ้นเคย ได้แต่เฝ้าดูและเก็บอาการความเคลื่อนไหนของลูกทุกลมหายใจ เพื่อเป็นข้อมูลไปหาคุณหมอ

              จากนั้นฉันเริ่มหาหมอเฉพาะทาง แผนกตา คอ หู จมูก ในเด็ก ต้องรู้ให้ได้ว่าลูกหินเป็นอะไรกันแน่ ทำไมหายใจยากขนาดนี้ และคิดว่าคงต้องใช้พลังมาก ทั้งแรงกายและแรงใจ กลางวันทำงาน กลางคืนนอนเฝ้าเก็บอาการของลูก พอว่างปุ๊บก็ต้องคิดหาวิถีทางที่จะรักษาลูก เป็นแบบนี้มา 2 อาทิตย์...จนวันจันทร์ที่ 30 เมษายน 2550 ฉันมีนัดกับเพื่อนที่เขาอยากช่วยทำหนังสือของลูกหินเพื่อเผยแพร่ให้หลายๆ คนได้รับรู้ เขาน่ารักมาก ยินดีช่วยกันเต็มที่ และฉันสิ สมองไม่ค่อยสั่งงานสักเท่าไหร่ เพราะเหนื่อยและเพลียเหลือเกิน

              หลังจากเสร็จธุระกับเพื่อน ฉันรู้สึกแย่มาก คิดว่าตัวเองหิวข้าวก็รีบไปกิน พอกินปุ๊บยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ จึงรีบขับรถกลับบ้าน เท่านั้นแหละ อาการทุกอย่างทรุดหนักลงไปอีก รู้สึกเวียนหัว อยากอ้วก แต่เพราะกำลังขับรถอยู่คนเดียว ถ้าจะจอดขอความช่วยเหลือก็กลัวจะเจอคนไม่ดี จะโทรหาสามีก็ไม่ทันการ ทำอะไรไม่ถูกแล้ว รู้อย่างเดียวว่าต้องรีบขับไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด นั่นแหละคือทางรอด แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตคือ อุบัติเหตุ ฉันกลัวมันมาก และไม่กล้าคิด เพราะคืนนั้นฝนตกหนัก รถติดมาก ฉันขับรถเหวี่ยงไป เหวี่ยงมา ราวกับคนเมาแล้วขับ ก็มันไม่สติแล้ว จะทำยังไงดี? บอกตัวเอง พยายามรวบรวมสติครั้งสุดท้าย ประคองรถไม่ให้เกิดอุบัติเหตุเท่านั้น น้ำตาเริ่มไหล อาบสองแก้ม ฉันต้องทำให้ได้ ต้องผ่านครั้งนี้ไปให้ได้ น้ำตาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด ในยามเศร้า มันทำให้ฉันคลายเครียดลงไปได้บ้าง
              คุณพระเจ้าขา...ช่วยคุ้มครองลูก...ให้ไปถึงโรงพยาบาล อย่างปลอดภัยด้วยเถอะเจ้าค่ะ
              นั่นคือสิ่งที่ฉันภาวนาตลอดทาง

              ฉันมาถึงโรงพยาบาลอย่างปลอดภัย ด้วยอาการสบักสบอมเหมือนลูกหมาตกน้ำ หมอบอกว่าร่างกายเสียสมดุลย์ อาจจะพักผ่อนไม่เพียงพอ ในใจตอบหมอว่า ถูกต้องแล้วครับ เพราะไม่ได้นอนมา 2 อาทิตย์เต็มๆ ฉันนอนโรงพยาบาล 3 วัน 2 คืน แล้วกลับมาบ้านอย่างปลอดภัย แต่อาการของลูกยังไม่ได้รับการแก้ไข...ลูกยังคงหายใจไม่ออกเช่นเคย

              เราพาลูกไปหาหมอที่ฉันสืบเสาะมาแล้วว่าดี และเก่งอันดับหนึ่ง ...ผลก็คือ ยังเกาไม่ถูกที่คัน เลยต้องไปหาหมอท่าน คือหมอระบบทางเดินหายใจในเด็ก แต่ก็สามารถช่วยทุเลาอาการของลูกได้บ้าง หมอท่านแรกบอกว่า ต่อมอดีนนอยโต แต่ไม่มากจนไปเบียดทางเดินหายใจ เพราะดูจากฟิล์มเอกซเรย์ แล้วให้ยาพ่นเพื่อให้ยุบลงบ้าง แต่ต้องไปพบหมออีกท่าน

              5 พฤษภาคม 2550 พบหมอทางเดินหายใจในเด็ก เราเข้าไปคุยประมาณครึ่งชม. เห็นจะได้ แล้วก็ได้ประจักว่าลูกหินเป็นอะไร!!
              ลูกหินเป็นเด็กสมองพิการ
              สมองพิการทำให้เคลื่อนไหวตัวเองไม่ได้ นั่งเองไม่ได้ เดินไม่ได้ พูดไม่ได้ กินเองก็ไม่ได้ สื่อสารอะไรไม่ได้ทั้งนั้น นอกจากนี้แล้ว ยังทำให้เป็นอีกหลายๆ โรค...ในอดีตที่เจอมาแล้ว เช่น ตับอักเสบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เกล็ดเลือดต่ำไม่ทราบสาเหตุ และอื่นๆ อีกมากมาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นล่าสุดก็คือ ลูกหินหายใจเองไม่ได้ อาจต้องเจาะคอเพื่อช่วยในการหายใจ

              ทำไมโรคนี้ช่างโหดร้ายกับหนูจังเลยลูก หนู เป็นมากขนาดหายใจเองไม่ได้เลยเหรอ

              หมอบอกว่ากล้ามเนื้อคออ่อน ไม่แข็งแรง เลยไปปิดทางเดินหายใจ จึงหายใจลำบาก ก็เพราะสมองเสียนั่นเอง สมองทำให้คอไม่แข็ง ทำให้กล้ามเนื้อที่อ่อนปวกเปียกไปปิดทางเดินหายใจ มีอะไรที่ยากกว่านี้อีกไหม? มันเจ็บจนชินชาไปหมด เหมือนคนโดนตบหน้าซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า จนตบเท่าไหร่ก็ไม่เจ็บ  ฉัน น้าจิตรและสามีมีอาการเดียวกันคือ อึ้ง อึ้งจนพูดไม่ออก

              ฉันไม่เศร้า แต่มันชาๆ พูดไม่ออก บอกไม่ถูก ในใจมีแต่การต่อสู้...สู้อย่างไม่มีข้อแม้ บอกลูกว่าไม่ต้องกลัว ลูกหินเชื่อใจแม่น่ะ แม่จะขอสู้กับโรคใหม่ของหนูอีกสักตั้ง แม่ต้องชนะ แม่จะหาความรู้จากทุกที่ ทุกทาง เพื่อช่วยหนูให้หายใจสะดวก โดยไม่ต้องเจาะคอ แม่ทำสำเร็จมาตั้งหลายเรื่องแล้ว และครั้งนี้แม่ต้องชนะให้ได้ หนูกล้ามเนื้อคอไม่แข็งแรง แม่ต้องให้หนูคอแข็งให้ได้
ฉันประกาศบอกลูก บอกตัวเอง และอธิฐานขอพร...ขอพลังจากทุกที่ ทุกทาง รวมทั้งเพื่อนในเว็บทุกท่าน เพื่อเป็นแรงผลักดันในการต่อสู้

              หลังจากรู้ว่าลูกชายเป็นอะไร ทำไมหายใจหายคอไม่ออก พวกเราก็ถึงบางอ้อ...ว่าเกิดจากสมองส่วนควบคุมการหายใจ มีปัญหาเช่นกัน เห็นโจทย์แล้ว...เวลาต่อจากนี้คือเวลาแก้ปัญหาเท่านั้น...
โชคดีที่ตั้งแต่ลูกหินเกิดมา...ไปฝึกที่ไหนๆ แม่จะนำวิดีโอติดตัวเสมอ จะถ่ายวิดิโออัดเก็บเป็นเรื่องเป็นราว ตลอด 5 ปีเต็มจึงมีวิธีการต่างๆ มากมายที่สามารถนำกลับมาดูได้อีก

              วันที่ 10 พฤษภาคม 2550 เป็นวันเตรียมงานสำหรับโรงเรียนบ้านแม่นก เชื่อมั้ย...วันนั้นเหนื่อยมากๆ เพราะ
       1. วันนั้นงานบริษัทเยอะมาก
       2. งานส่วนตัวก็เยอะแยะเต็มไปหมด
       3. ทำสรุปเอกสาร และอัดวิดีโองานเก่าที่ผ่านมา เพื่อให้วิทยากรพร้อมบทสรุป
       4. จัดเตรียมความพร้อมสำหรับงานวันพรุ่งนี้ เช่น นัดนักกายภาพ นัดกับผู้ปกครองทุกท่านที่จะเข้าร่วมงาม เตรียมเรื่องน้ำ นม อาหารว่าง อาหารกลางวัน สำหรับเด็กและผู้ใหญ่ และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และที่สำคัญ แม่ยอมเหนื่อยเตรียมงาน เพื่อให้ทุกๆ คนมีสมาธิกับความรู้ที่นักกายภาพนำมาทอดถ่ายให้ฟัง แล้วกลับไปใช้กับลูกให้มากที่สุด

             พูดได้ว่าทุกนาทีผ่านไปอย่างมีคุณค่า
สุดท้าย คืนวันที่ 10 ฉันบอกสามีให้รีบนอน เพราะพรุ่งนี้เช้าต้องตื่นมาจัดเตรียมสถานที่ช่วยน้าจิตร จากนั้นเราถึงจะไปทำงานกันตามปกติได้


             เมื่อวันงานผ่านมาถึง
             ตอนเย็นฉันโทรหาเพื่อนๆ ที่เข้ามาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพราะตัวเองไม่ได้อยู่ทำกิจกรรมด้วย ทั้งที่อยากอยู่ใจจะขาด แต่ต้องเก็บวันลาไว้เฉพาะที่สำคัญจริงๆ

             ทุกคนพูดตรงกันว่าดีมากๆ ได้ความรู้เยอะจริง รู้สึกถึงคุณค่าที่เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลรามาธิบดีตั้งใจมามอบให้ ซึ่งฉันก็ได้แต่รู้สึกดีตามเพื่อนๆ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าดีอย่างไร รู้แต่ว่าเอิบอิมหัวใจที่พวกเค้าชอบ โดยเฉพาะแม่แยมบอกว่า ไม่เสียดายเวลาจริงๆ ที่หนีงานมาหาความรู้ เพราะฉันรู้ว่าเด็กๆ ทุกคน กว่าจะออกจากบ้านได้ พวกเขาต้องเตรียมตัวมากขนาดไหน เพราะฉะนั้นฉันต้องให้เขาได้ประโยชน์จริงๆ ไม่ใช่มาแล้วได้ความรู้แค่น้ำจิ้มกลับบ้าน ...อย่างนั้นมันไม่มีประโยชน์เลย

             พอกลับมาจากที่ทำงาน ฉันเปิดวิดีโอที่ให้น้าจิตรถ่ายให้ดู ถึงได้รู้ว่า...
             โอ้โห...มันมีประโยชน์มากจริงๆ สำหรับเด็กพิการทางสมอง เพราะว่าคนที่มีพื้นฐานทางกายภาพแล้ว จะทำให้รู้ลึกซึ้งเข้าใจอีก หรือ สำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานเลยก็จะเข้าใจว่า ทำไมมันถึงสำคัญมากที่เราต้องทำ มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเต็มไปหมด แล้วที่สำคัญเราได้ความรู้หลายมิติ เพราะเพื่อนแต่ละคนมีปัญหาไม่เหมือนกัน ต่างคนต่างถามนักกายภาพ พวกเราช่วยกันเติมเต็มให้กันและกันจนอิ่ม

             ลูกหินได้ท่ากายภาพ ให้กล้ามเนื้อคอแข็งแร็ง ซึ่งสามารถป้องกันและแก้ปัญหาในอนาคตที่ต้องถูกเจาะคอได้อย่างปลิดทั้ง ท่าต่างๆ ของกายภาพ ทำให้ลูกหินไขมันคอน้อยลง คอแข็งแรงขึ้น ปอดก็เลยพลอยแข็งแรงตามไปด้วย

             ฉันดูวิดีโอแล้วแกะเอาข้อความสำคัญออกเป็นข้อๆ ในมุมของตัวเอง และยังคิดต่ออีกว่า จะทำวิดีโอเป็น DVD แล้วจะส่งให้เพื่อน ๆ เผื่อลืม หรือไม่มีเวลาจด พอเห็นจะได้จำแม่นขึ้นมา

             เชื่อมั้ย มันคุ้มเหลือเกินกับแรงที่ตั้งใจทำ ตั้งใจให้...แค่คิดฉันก็รู้สึกสุขใจอย่างบอกไม่ถูก
และสิ่งเหล่านี้แหละ เป็นของขวัญอันล้ำค่า ที่ฉันทำและมอบให้ตัวเองในวันเกิดที่ผ่านมา 13 พฤษภาคม 2550 ปีนี้ฉันอายุ 35 แล้ว เป็นวันดีที่เริ่มต้นอายุด้วยการทำความดี

             มันเป็นเรื่องบังเอิญหรือโชคเข้าข้างเราก็ไม่รู้ เพราะลูกกำลังมีปัญหาเรื่องการหายใจ. ที่บ้านเรามีการจัดอบรมกายภาพสำหรับเด็กๆ ทุกคนพอดี  ฉันยังไม่ได้ถามแม่ๆ คนอื่นว่าหลังจากที่ได้โปรแกรมล่าสุดแล้วเป็นอย่างไรบ้าง เห็นก็แต่พัฒนาการของลูกคนเดียว

             วันนั้นฉันบอกให้ลูกมั่นใจว่า แม่คนนี้ต้องค้นหาทางเพื่อช่วยลูกไม่ให้โดนเจาะคอ วันนี้มันเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น เราเริ่มแก้ปัญหาตรงจุดด้วยการภายภาพให้กล้ามเนื้อคอแข็งแรง ลดไขมันบริเวณลำคอให้น้อยลง และอื่นๆ อีกที่เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดในเรื่องนี้
เมื่อเรารู้วิธีแก้ สิ่งต่อไปคือ ทำ ทำ...ทำอย่างต่อเนื่อง เสมอสม่ำ จากมือน้าจิตรส่งต่อมาถึงมือแม่ มือพ่อ...รับรู้และเข้าใจปัญหาพร้อมๆ กันทั้งบ้าน เพียงแค่สัปดาห์เดียวอาการลูกหินเปลี่ยนไป หายใจคล่อง โล่ง นอนหลับโดยไม่มีเสมหะพันคอตลอดทั้งคืน เรารู้แล้วว่า แก้มาถูกจุด ถูกทาง ไม่ต้องเจาะคอ ไม่ต้องพึ่งยา  ถ้าเรารอเวลาให้มันถึงทางตัน ลูกอาจเจ็บตัวอย่างไม่มีทางเลือก  แต่วิธีนี้กลับแก้ปัญหา ด้วยวิธี ง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้เงินเลย...ไม่น่าเชื่อ

      เพราะเงินไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง
      เงินซื้อเตียงได้ แต่ซื้อการนอนหลับที่เป็นสุขไม่ได้
      เงินซื้ออาหารได้...แต่ซื้อความเอร็ดอร่อยไม่ได้
      เงินซื้อตำแหน่งได้ แต่ซื้อการการยอมรับนับถือไม่ได้
      เงินซื้อยาได้ แต่ซื้อสุขภาพไม่ได้

      เงินซื้อเช็กซ์ได้ แต่ซื้อความรักไม่ได้
      เงินซื้อเลือดได้ แต่ซื้อชีวิตไม่ได้
      เงินซื้อนาฬิกาได้ แต่ซื้อเวลาไม่ได้
      เงินซื้อหนังสือได้...แต่ซื้อความรู้ไม่ได้
      ลูกมีชีวิตที่ไม่ทรมาน เป็นสุขได้โดยไม่ต้องใช้เงิน

            แต่เค้ายังคงเป็นหนังสือเล่มใหม่สำหรับฉันเสมอ รอคอยให้แม่ค้นหา ค้นคว้า...ในเรื่องแปลกๆ ใหม่ๆ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆ ในตัวลูก มาบอก มาเล่าถึงวิธีการ ความอดทน การต่อสู้กับใจตัวเอง การเริ่มต้นรักษา การแก้ความกลัวด้วยความรู้ และอื่นๆ อีกมากมายเพื่อถักทอร้อยเรียงออกมาเป็นวิทยาทานสำหรับทุกๆ คน รวมทั้งตัวแม่เองด้วย เพราะแม่ไม่ใช่ผู้รู้ แต่แม่ใฝ่รู้ และก็อยากให้แม่ๆ ทุกคน รู้เรื่องของลูกตัวเอง ไม่ว่าลูกจะครบหรือขาดก็ตาม

            เมื่อลูกโตขึ้นกว่านี้ แม่ไม่รู้ว่าจะเจอปัญหาอะไรใหม่ๆ อีกมั้ย  รู้แต่ว่าวันนี้ แม่ฉีดวัคซีนป้องกันโรค ด้วยการไม่ยอมแพ้...คำว่าแพ้จะไม่เกิด ถ้าเราไม่หมดความพยายาม รักลูกหิน...สุดหัวใจ




  Copyright 2005-2012 baanmaenok.com All rights reserved.
view