หน้าแรก เกี่ยวกับเรา ติดต่อเรา การเรียนของลูก รู้ก่อนลูกป่วย อาสาสมัคร ความรู้จากญี่ปุ่น

เมนู

 
« November 2019»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

ไดอารี่แม่นก ตอนที่ 13 "พบความมหัศจรรย์"

ไดอารี่แม่นก ตอนที่ 13 "พบความมหัศจรรย์"

เดินตามรอยเท้าพ่อ
          “ฉันเดินตามรอยเท้าอันรวดเร็วของพ่อโดยไม่หยุด ผ่านเข้าไปในป่าใหญ่ น่ากลัว ทึบ แผ่ไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด มืดและกว้าง มีต้นไม้ใหญ่เหมือนหอคอยที่เข้มแข็ง
          พ่อจ๋า...ลูกหิวจะตายอยู่แล้วและเหนื่อยด้วย ดูซิจ๊ะ...เลือดไหลออกมาจากเท้าทั้งสองที่บาดเจ็บของลูก ลูกกลัวงู เสือ และหมาป่า พ่อจ๋า...เราจะถึงจุดหมายปลายทางไหม?
          ลูกเอ๋ย...ในโลกนี้ไม่มีที่ไหนดอก ที่มีความรื่นรมย์ และความสบายสำหรับเจ้า ทางของเรามิได้ปูด้วยดอกไม้สวยสวย จงไปเถอะ แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่บีบคั้นหัวใจเจ้า พ่อเห็นแล้วว่า หนามตำเนื้ออ่อนอ่อนของเจ้า เลือดของเจ้า เปรียบดั่งทับทิมบนใบหญ้าใกล้น้ำ
          น้ำตาของเจ้าที่ไหลต้องพุ่มไม้สีเขียว เปรียบดั่งเพชรบนมรกตที่แสดงความงามเต็มที่
          เพื่อ มนุษย์ชาติ....จงอย่าละความกล้า เมื่อเผชิญกับความทุกข์...ให้อดทนและสุขุม และจงมีความสุขที่ได้ยึดอุดมการณ์ที่มีค่า ไปเถิด...ถ้าเจ้าต้องการเดินตามรอยเท้าพ่อ”

          พออ่านจบ บทพะราชนิพนธ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ทำให้ฉันรู้ว่า เมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ ขอให้อดทนและสุขุม และจงมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำคำสอนของท่าน ทำให้ฉันได้พบกับความสุขอย่างถาวร ถึงแม้จะต้องเจอเหตุการณ์ที่ร้ายแรงขนาดไหน ฉันก็รู้สึกไม่ขลาดกลัวอีกต่อไป
          หลัง จากที่ท้อแท้อยู่หลายวันเรื่องกระดูกหลุดของลูก...รู้สึกเหมือนตัวเองสอบตก แต่แท้จริงแล้วฉันกำลังใจหาหนทางให้ตัวเองเข้มแข็งต่างหาก เรื่องกระดูกหลุดวันนั้นเป็นเรื่องเล็กไปทันที

          เราเริ่มมองปัญหาให้เป็นเรื่องธรรมดา ชีวิตมี 3 เรื่องที่ต้องดูแลและควบคุม
1. เรื่องการทำงานหาเงิน เพราะเราเป็นคนชั้นกลาง จึงจำเป็นต้องหาให้พอกับค่าใช้จ่าย และส่วนหนึ่งก็เก็บไว้ใช้สำหรับเรื่องของลูกหิน
2. เรื่องลูกที่ต้องดูแลจัดการเค้าให้ดี ให้มีความสุข
3. เรื่องโรงเรียนที่บ้าน ฉันเฝ้าคอยดูแลทะนุบำรุงอย่างดี ใช้เวลาคิดเยอะ ต้องมองให้หมดครบมุม เพื่อขจัดปัญหาหลายๆ เรื่อง เพราะยิ่งเราคิดเยอะปัญหายิ่งน้อย แต่ถ้าเราคิดน้อยปัญหาก็ยิ่งเยอะ

          เมื่อวานตอนเย็นกลับถึงบ้านประมาณ 3 ทุ่มกว่าๆ ก็รีบจัดแจงอุ่นกับข้าว กับปลา พลางบอกสามีให้เปิดกล้องวิดีโอดู เพราะวันนั้นเป็นวันเปิดบ้านเป็นโรงเรียนอย่างมีเป้าหมายคือ เด็กและผู้ใหญ่ได้รับการฝึกอย่างมีความสุข และได้แก้ไขสิ่งที่บกพร่องมาตั้งแต่เกิด ให้ดีขึ้นมากที่สุด เท่าที่เด็กๆ ของพวกเราจะทำได้
          ฝึกเต็มที่ได้แค่ไหน เอาแค่นั้น ไม่เครียด ไม่ตั้งเป้าหมายสูงเกินตัว เพราะเด็กพวกเราพิการกันเยอะ หนักด้วย ดังนั้นจงพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่...คิดแค่นี้ก็สบายใจได้ไม่ยาก
          ในวันฝึก...มีน้องเมล่อนมาฝึกด้วย ฉันดูวิดิโออย่างพิถีพิถัน และสรุปออกมาว่าน้องเมล่อนยังไม่มีโปรแกรมสำหรับตัวเอง ทำให้น้องเมล่อนเสียเวลาฝึก ไม่สามารถพัฒนาการได้เต็มศักยภาพของน้อง และคุณแม่ยังอาจมองไม่เห็นแนวทางว่าต้องฝึกทางไหน ยังจับต้น ชนปลายไม่ถูก และน้องเมล่อนเองก็มีความสามารถเยอะ ถ้าเราส่งเสริมถูกด้าน เด็กจะสามารถพัฒนาได้อย่างดียิ่งขึ้น
          ไม่ได้การแล้ว...สิ่งเร่งด่วนสำหรับเด็กใหม่ก็คือ ต้องพาไปพบคุณครูที่สามารถมองทะลุปรุโปร่ง และสามารถวิเคราะห์ได้ว่า ควรทำอะไรก่อนและหลัง
          ฉันรีบนัดคุณครูสมลักษณ์ ผู้หญิงอายุประมาณ 40 กว่าๆ ลูกครึ่งไทย-จีน ผมยาวเรียบตรงปะบ่า สูงประมาณ 150 กว่าๆ หนักประมาณ 45 กก. ใช้ชีวิตเรียบง่าย สมถะ และกินมังสวิรัตทุกมื้อ
          ตลอดชีวิตของเธอ อุทิศทั้งตัว หัวใจ และความคิดให้กับสังคมกลุ่มใหญ่ ไม่ว่าจะเรื่องสึนามิ เรื่องบัตรทองคนพิการ เรื่องการศึกษาของคนพิการ และอื่นๆ อีกมากมาย ที่บีบรัดตัวจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน เธอเก่งและเชี่ยวชาญเรื่องเด็กพิการพอสมควร เพราะคลุกคลีในวงการมานานกว่า 20 ปี
          เธอสามารถมองทะลุปรุโปร่งว่า เด็กควรทำอะไรก่อน ทำอะไรหลัง นับว่าหายากสำหรับเมืองไทย ที่มีคนน่ายกย่องนับถือเพียงนี้ ที่สำคัญบางครั้งฉันเองก็ไม่มีเงินให้เป็นค่าตอบแทน แต่คุณครูไม่เคยเรียกร้อง แถมเสียสละเวลาที่ยุ่งเป็นยุงตีกัน...มาให้อย่างเต็มใจ
          เรานัดคุณครูสมลักษณ์ วันอังคารที่ 5 ธันวาคม 2549 เพื่อมาประเมินเด็กใหม่ ที่ยังไม่เคยได้รับโปรแกรม 3 คน คือ แม่น้องเมล่อน  เจ้าชายน้อยของ Mamy และน้องแพรว ซึ่ง 3 คนนี้ยังไม่ได้โปรแกรมเลย

          ดังนั้นคุณครูจึงให้แม่ทำการบ้าน หารายละเอียดก่อนที่จะเจอกันว่า
1. เด็กอายุเท่าไหร่?
2. ฝึกได้รับโปรแกรมที่ไหนมาบ้าง เช่น อาจจะได้รับที่โรงพยาบาล ให้การบ้านอะไรมาบ้าง?
3. คนที่จะอยู่คลุกคลีกับเด็กตลอดวัน อยากให้มาในวันนั้น เพื่อจะได้เข้าใจเด็กให้ลึกซึ้งมากขึ้น
4. ป่วยหรือพิการมาเนื่องจากอะไร?
5. มีอะไรต้องระมัดระวังเป็นพิเศษหรือเปล่า?
6. กิจวัตรประจำวัน การเลี้ยงดูในปัจจุบัน ตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น ทำอะไรบ้าง?
          คงมี 6 คำถามใหญ่ๆ ที่แม่ต้องหารายละเอียดให้คุณครูสมลักษณ์ เพื่อประหยัดเวลาเมื่อต้องเจอกัน

          ฉันเริ่มโทรติดต่อคุยกับบรรดาแม่ๆ เพื่อให้รู้ว่าวันที่ 5 เป็นวันที่เด็กๆ จะได้โปรแกรมที่เหมาะสำหรับลูกของพวกเขา
คุณแม่ทุกท่าน ขอบคุณฉัน...
          ฉัน อยากบอกว่า ไม่ต้องขอบคุณหรอกค่ะ มันเป็นหน้าที่ เป็นเป้าหมายใหญ่ที่ฉันต้องทำก่อนที่จะจากโลกนี้ไป คือ ความตั้งใจจะสร้างสังคมให้ลูกหิน...เด็กสมองพิการที่มีพื้นที่อยู่น้อยมาก สำหรับสังคมเมืองไทย
          คนเราเกิดมาก็มีพ่อแม่...บรรพบุรุษสร้างสังคมกันมา นาน จนนับไม่ได้ แต่สังคมคนพิการ...ในสายตาของฉันมีน้อยมาก...มากจนแทบไม่มีที่จะให้อยู่ เราไม่โทษโชคชะตา แต่เราต้องทำทุกวิถีทางที่จะช่วยเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกัน ให้ได้โอกาสมากที่สุดตราบที่ฉันยังหายใจอยู่ ลูกหินอยู่คนเดียวไม่ได้ ลูกหินต้องมีเพื่อน และเพื่อนของลูกหินก็ต้องเข้มแข็ง และแข็งแกร่งเช่นกัน เราถึงจะอยู่รอด...
          เป้าหมายมันอาจจะอยู่ใหญ่...เกินกว่าตัวคนเดียวที่จะทำได้
          แต่ ฉันถือคติว่า น้ำหยดทุกวันหินมันยังกร่อนได้เลย ฉันเองก็เช่นกัน...จะพยายามทำ...ทำวัน ทุกเดือน ทุกปี ทำไปเรื่อยๆ จนทำไม่ไหว มันคงมีอะไรเปลี่ยนแปลงให้ฉันได้เห็นได้ชื่นใจบ้าง ฉันจะอดทนรอวันนั้น
          กิจกรรมที่บ้านเราดำเนินไปด้วยความราบรื่น บางอาทิตย์ก็มีหยุด เด็กป่วยบ้าง ผู้ใหญ่ป่วยบ้าง
วันหนึ่งรายการเจาะใจมีโอกาสอ่านนิตยสารแพรวถึงบทสัมภาษณ์แม่ลูกหิน...เขาโทรหาฉันทันที ถามว่าครอบครัวของเรามีลูกพิการจริงหรือไม่




  Copyright 2005-2012 baanmaenok.com All rights reserved.
view