หน้าแรก เกี่ยวกับเรา ติดต่อเรา การเรียนของลูก รู้ก่อนลูกป่วย อาสาสมัคร ความรู้จากญี่ปุ่น

เมนู

 
« November 2019»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

ไดอารี่แม่นก ตอนที่10 "เมื่อเปิดบ้านเป็นโรงเรียน"

ไดอารี่แม่นก ตอนที่10 "เมื่อเปิดบ้านเป็นโรงเรียน"

เมื่อบ้าน...เป็นโรงเรียนของลูก


ก่อนที่โรงเรียนบ้านแม่นกจะเกิดขึ้น ฉันได้เตรียมตัวตั้งแต่เริ่มช่วยลูกชายโดยการปูทางไว้ก่อนคือ

          1. เตรียมบ้านให้พร้อม โดยมีเนื้อที่กว้างพอที่จะทำกิจกรรมได้โดยไม่ลำบาก

          2. สะสมความรู้ในรูปแบบต่างๆ เช่น อบรมโดสะโฮ, อ่านหนังสือ, หรือเวลาไปทำกายภาพที่ไหน...ก็จะเก็บข้อมูลไว้ในรูปวิดีโอ เพื่อให้กลับมาดูได้ และอบรมอีกหลายๆ เรื่องที่เห็นว่าเป็นประโยชน์กับโรคของลูก 

          3. มีการพูดคุยเตรียมความพร้อมกับทุกๆ คนในบ้าน เพราะถ้าสมาชิกในบ้านคนหนึ่งคนใดไม่เห็นด้วย มันก็ยากที่จะทำได้ โดยเฉพาะคู่ชีวิต

          4. เตรียมตัวเองให้พร้อม และคิดเสมอว่า หากจะทำอะไรก็แล้วแต่ อย่าให้ตัวเองเป็นทุกข์ เพราะโรงเรียนที่ฉันอยากสร้าง คือสิ่งที่ฉันดิ้นรนสรรหาเอง ดังนั้นจึงต้องเตรียมตัว เตรียมใจ และพร้อมที่จะทำจริงๆ

          5. สมาชิกมีความรู้พื้นฐานเหมือนกัน มีความคิดเดียวกัน คือต้องการพึ่งพาตัวเอง และพร้อมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะนั่นจะทำให้ความรู้ต่างๆ ที่เราพยายามสรรหามาเกิดประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ผู้ให้ก็เต็มใจให้ ผู้รับก็มีความกระตือรือร้นที่จะรับ เพื่อนำไปช่วยลูกของตัวเอง
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่ฉันเตรียมไว้ล่วงหน้ามาประมาณ 3-4 ปี...ก่อนที่จะมาทำโรงเรียนเป็นจริงเป็นจัง!!!


วันที่ 25 มิถุนายน 2548 

เป็นวันแรกที่เราเริ่มมารวมตัวกัน มีด้วยกัน 4 ครอบครัว...เริ่มแรกก็คือ “ครอบครัวลูกหิน” โดยมีเป้าหมายของฉันคือ

          1. ลูกหินอายุ 5 ขวบแล้ว และถึงเวลาต้องไปโรงเรียน แต่ไม่มีโรงเรียนที่ไหนรับเลย เพราะความพิการอย่างหนักของลูกหิน ดังนั้น จึงคิดว่าบ้านคือโรงเรียนที่ดีที่สุดสำหรับลูก

          2. ลูกหินโตขึ้นทุกวัน ดังนั้นการฝึกควรเพิ่มขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับอายุ เพราะโรคสมองพิการ...อาการเกร็งจะเพิ่มตามตัวและวัย ของเด็ก ดังนั้นถ้าฝึกเท่าเดิมก็จะไม่เพียงพอกับลูกที่โตขึ้น

          3. เราเป็นครอบครัวเดี่ยว การฝึกคนเดียวกับการฝึกรวมกลุ่มจะให้ผลไม่เท่ากัน การฝึกรวมเป็นกลุ่มจะได้ผลมากกว่า เพราะสิ่งแวดล้อมต่างๆ เป็นแรงส่งเสริมและผลักดันให้มีบรรยกาศน่าฝึกมากกว่า เหมือนเพื่อนชวนเพื่อนเรียนหนังสือ

          4. อยากให้อุปกรณ์ของลูกมีประโยชน์กับเพื่อนคนอื่นๆ ด้วย เพราะอุปกรณ์แต่ละชนิดมีราคาแพงไม่ใช่เล่น อย่างเช่น ทิ้วฝึกยืน เมื่อปี 2546 ซื้อ มา 18,000 บาท ปัจจุบันคงขึ้นราคาไปเยอะแล้ว มันจะได้คุ้มกับเงินที่ซื้อมา

          5. อยากให้ลูกหินและเพื่อนของลูกมีพัฒนาการไปให้ไกลที่สุดตราบที่ฉันยังมีลมหายใจอยู่ ไม่รู้ว่าใครจะจากไปก่อน...ถ้าลูกจากไปก่อน...ฉันก็อาจเศร้าเสียใจ แต่มันก็แค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเราต้องทำใจ แต่ถ้าฉันจากไปก่อนลูกล่ะ...นี่สิปัญหาใหญ่ ดังนั้นการเริ่มสร้างโรงเรียนเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ เท่านั้น แต่สิ่งที่คิดในใจมันเรื่องใหญ่กว่านั้น คือจะทำยังไง....ถ้าวันหนึ่งฉันต้องจากไป ลูกหินยังคงมีความสุขเหมือนเดิมมั้ย? 

          มันน่าจะมีสถานที่สักแห่งคอยรองรับอนาคตของลูกได้...เมื่อเราไม่อยู่แล้ว!!!

          6. อยากให้น้าจิตรและเพื่อนๆ ได้รับความสุขจากการฝึกทุกครั้ง เพราะเชื่อว่าความสุขของลูกจะเกิดขึ้นได้ พ่อแม่ก็ต้องมีความสุขก่อน 

          ดังนั้นโรงเรียนที่บ้าน นอกจากจะฝึกลูกแล้ว โปรแกรมที่คิดไว้ ต้องช่วยตัวพ่อแม่ด้วย...เด็กจึงจะมั่นคง

          เมื่อเรารวมตัวกันได้แล้วก็นัดกันมาพบที่บ้านแม่นก โดยวันแรกจะไม่มีการฝึกใดๆ ทั้งสิ้น เราเพียงแค่มาทำความเข้าใจ โดยการสร้างกฏกติกาในการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข เราใช้เวลาคุยกันถึงเวลา 16.00 น. โดยครูลักษณ์ (ครูอาสาการศึกษาเด็กพิเศษ) ได้สรุปประเด็นในการฝึกดังนี้

ประเด็นที่ 1 เรื่องวันและเวลาการฝึก

1 เดือน...ฝึก 4 วัน ทุกวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 10.00น. - 14.00 น. รวม 4 ชม.

อาจมีบ้างบางเสาร์ที่จะมีการจัดกิจกรรมอื่น เพื่อเป็นการให้ความใหม่ๆ

แต่ปัจจุบันพัฒนาเป็น 

1 เดือน... ฝึก 8 วัน ทุกวันพฤหัส-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 9.30-14.30 น.

ด้วยเหตุผลคือ...เด็กๆ โตขึ้น..อีกการฝึกจึงต้องมากขึ้นตามวัย


ประเด็นที่ 2
เรื่องโปรแกรมการฝึก

เริ่มแรก...เราจะแบ่งโปรแกรมออกเป็น 3 หมวดวิชา

          • วิชาบังคับ หมายถึง เด็กๆ จะต้องถูกฝึกทุกคน ไม่ว่าจะตัวเล็กหรือตัวใหญ่ พิการมากหรือพิการน้อย...ก็ต้องฝึก ได้แก่ โดสะโฮ (ศาสตร์การบำบัดจากประเทศญี่ปุ่น) ฝึกยืน นวดไทย และกายภาพ เป็นต้น 

           สาเหตุที่เด็กทุกคนต้องทำเพราะ โรคสมองพิการจะมีการเกร็งติดตัวทุกคน จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสมองที่เสียหาย ดังนั้นเด็กไม่สามารถคลายกล้ามเนื้อได้ด้วยตัวเอง มันเป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็นมากที่ต้องช่วยให้เด็กได้ผ่อนคลายส่วนต่างๆ ของร่างกาย 

          ซึ่งทุกๆ คนจะได้รับการอบรมมาจากมูลนิธิเพื่อเด็กพิการอยู่แล้ว

          • วิชาสังคม ได้แก่ การฝึกทานข้าว ฝึกให้รู้จักชื่อของตัวเอง ชื่อของเพื่อนๆ และกิจกรรมการที่เล่นกันเป็นกลุ่ม เพราะเราต้องสร้างสังคมให้ลูก ให้รู้ว่าเราไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ในโลก และสังคมภายนอก...เด็กของเราก็ไม่มีที่ให้อยู่ 

          ดังนั้นฉัน และบรรดาแม่ๆ ทุกคนจึงรวมตัวกันสร้างสังคมให้ลูก อย่างน้อยเมื่อถึงเวลามาฝึก เค้าจะสามารถรับรู้และโต้ตอบกันเองได้

          • วิชาแก้ไขเฉพาะส่วนตัว ซึ่งตรงนี้ ถ้าเราไม่เปิดโรงเรียนก็ไม่สามารถหาโอกาสนี้ได้ แม้เด็กจะพิการสมองเหมือนกัน แต่อาการเกร็งจะแตกต่างกัน ดังนั้นการแก้ไขปัญหาเฉพาะตัวจึงสำคัญมาก สามารถช่วยได้ตรงจุดที่บกพร่องของตัวเองได้เลย เช่น ปัจจุบัน ลูกหินคอชอบเอียงซ้าย ดังนั้น การกายภาพหรือการโดสะโฮ เราก็จะโฟกัสไปแก้ไขปัญหาคอเอียงซ้ายให้กลับมาตรง เป็นต้น 

          หรือน้องชมพู่ ซึ่งมีอาการเกร็ง ขาจิก ก็ได้ท่ากายภาพให้ผ่อนคลายเรื่องกล้ามเนื้อขา เป็นต้น

          ดังนั้น การรวมกลุ่มเป็นโรงเรียน ทำให้สร้างโอกาสที่เราไม่สามารถหาได้จากที่ไหนได้ อยากได้อะไรเราก็จะปรึกษาหารือกัน และขอความช่วยเหลือจากโรงพยาบาล จากคุณหมอ หรือจากมูลนิธิ เป็นต้น

          ปัจจุบัน...เรามีความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้มากขึ้นแล้ว

  Copyright 2005-2012 baanmaenok.com All rights reserved.
view