หน้าแรก เกี่ยวกับเรา ติดต่อเรา การเรียนของลูก รู้ก่อนลูกป่วย อาสาสมัคร ความรู้จากญี่ปุ่น

เมนู

 
« November 2019»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

ไดอารี่แม่นก ตอนที่9 "กุญแจไขความลับลูกหิน"

ไดอารี่แม่นก ตอนที่9 "กุญแจไขความลับลูกหิน"

กุญแจ...ไขความลับ (ลูกหิน)


          “ความรักที่แท้จริง คือการลดในส่วนของตนแล้วเพิ่มในส่วนของผู้อื่น” มหาตมา คานธี กล่าวเอาไว้อย่างน่าฟัง

          และฉันก็เห็นความรักที่แท้ของน้าจิตร...ผู้มีพระคุณท่านแรกของเรา ผู้คอยดูแลลูกหินอยู่ตลอดเวลาอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ....คำขอบคุณมันไม่สามารถเทียบได้กับความเสียสละอันยิ่งใหญ่นี้เลย เพราะน้าเสียสละทั้งชีวิตเพื่อช่วยเลี้ยงดูลูกหินในขณะที่เรายังต้องทำงานด้วยกันทั้งคู่

          หลายต่อหลายครั้ง ที่ฉันประทับใจในความรักที่น้ามีให้ลูกหิน

ปลายปี 2546 

          เรากำลังจะย้ายออกจากคอนโดไปอยู่บ้าน ซึ่งต้องเตรียมความพร้อมเรื่องบ้านพอสมควร เพราะฉันตั้งใจและเตรียมวางแผนไว้แล้วว่า สักวันหนึ่งเมื่อเราพร้อม...มีบ้านและบริเวณที่กว้างขวางพอฉันจะเปิดบ้านเป็นโรงเรียนของลูกหินให้ได้ ฉะนั้นฉันจึงต้องพิถีพิถันในการเลือกซื้อบ้านให้เหมาะสมกับอนาคตซึ่งวางเอาไว้ให้ลูก และคงต้องใช้เวลาพอสมควร เราจึงตัดสินใจให้ลูกกับน้าไปอยู่บ้านแม่ที่เชียงใหม่เป็นการชั่วคราว เพื่อเราจะได้จัดการเรื่องบ้านได้อย่างสะดวก ไม่ต้องคอยห่วงหน้าพะวงหลัง....เป็นเวลา 1 เดือน

          เช่นเคย...ฉันโทรไปหาน้าทุกวันเพื่อเช็คความเรียบร้อยของลูกกับน้า ฉันได้แต่ฝากฝังกับน้าว่าให้ช่วยดูแลลูกหินดีๆ แต่น้าจิตรก็ตอบมาเพียงสั้นๆ ง่ายๆ ว่า “ดูแลสุดชีวิต” 

          คำนี้มันช่างมันซึ้งใจนัก...หาอะไรมาเปรียบเทียบไม่ได้เลย และคำพูดนี้แหละที่ทำให้ฉันวางใจในทุกสิ่ง พร้อมกับขอบคุณน้ามากจริงๆ ที่ทุ่มเททั้งกำลังกายและกำลังใจไม่น้อยไปกว่าฉันเลย 

          การดูแลอย่างสุดชีวิตของน้า ทำให้น้าไม่ยอมปล่อยมือให้ญาติพี่น้องคนใดในบ้านเลย

          คืนหนึ่งลูกหินตื่นตามปกติ...น้าก็รีบลุกขึ้นมาอุ้มลูกหินเหมือนเช่นทุกๆ คืน เพียงแต่วันนี้น้าคงเพลียมากไปหน่อย ขณะอุ้มลูกหินเพื่อขับกล่อมอยู่นั้น น้าจิตรได้หงายหลังหลับไปกลางอากาศทั้งๆ ที่โอบกอดลูกหินอยู่ในอ้อมกอด แล้วก็หลับต่อหน้าตาเฉย น้องสาวซึ่งนอนเป็นเพื่อนน้าตื่นขึ้นมาเห็นน้าจิตรหลับกลางอากาศ ถึงตกใจจนหน้าซีด นึกว่าน้าเป็นลม ที่ไหนได้...หน้าจิตรเพลียมากจนหลับแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว พอตื่นขึ้นมาก็ขำตัวเองใหญ่

          อีกเช่นเคย....เมื่อลูกไม่สบายต้องพาไปนอนโรงพยาบาลรัฐบาล แต่ครั้งนี้เราได้ห้องสามัญซึ่งไม่สามารถเฝ้าลูกได้ ฉันพยายามต่อรองทุกทางเพื่อขอร้องคุณหมอและคุณพยาบาล โดยอ้างเหตุผล 108 เพื่อหวังพวกเขาเห็นใจ

          แต่ก็ไม่สำเร็จ...เขาให้เหตุผลมาข้อหนึ่งว่า ถ้าไม่ไว้ใจกันก็สามารถนำลูกกลับบ้านไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่นได้เลย...ฉันจึงต้องหยุดอ้อนวอน และทำตามกฎข้อบังคับของโรงพยาบาล คืนนั้นหน้าตาน้าจิตรดูวิตกกังวลจนฉันอดห่วงไม่ได้ ฉันเดินเข้าไปกอดพร้อมกับปลอบใจน้า แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร...เสียงร้องไห้ของเด็กที่โดนขัดใจก็ดังลั่นออกมา ฉันตกใจมากเพราะตั้งแต่เลี้ยงลูกหินมาฉันยังไม่เคยให้ลูกต้องนอนคนเดียวเลย อยู่คนเดียวจะเป็นไงบ้างก็ไม่รู้...

          ฉันกลั้นน้ำตาตัวเองแทบไม่อยู่ ขำก็ขำ เศร้าก็เศร้า เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ฉันรู้ว่า ลูกหินช่างโชคดีเหลือเกินที่มีแม่พร้อมๆ กันถึงสองคน 

          คนหนึ่งคือ ผู้ให้ชีวิตกำเนิดมา

          อีกคนหนึ่งคือ ผู้ชุบเลี้ยงชีวิตให้เติบใหญ่

          ฉันพูดได้เต็มปากว่า ถ้าไม่มีน้า ลูกหินคงแย่กว่านี้ และถ้าไม่มีน้า ฉันก็คงแย่กว่านี้

          และถ้าครอบครัวของเราไม่มีน้า ก็คงเป็นครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์อย่างแน่นอน

          ครอบครัวของเรารู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของน้าเสมอมา และคิดเสมอว่า น้าเปรียบเสมือนแม่คนหนึ่งที่ฉันต้องตอบแทนพระคุณท่าน...ให้สมกับที่ท่านได้ทุ่มเทและเสียสละทั้งชีวิตให้ลูกหิน ซึ่งเป็นความรักที่แท้จริงไม่มีอะไรเสมอเหมือน

          ผู้มีพระคุณ อีกท่านคือ คณะวิทยากรจากประเทศญี่ปุ่น

          ฉันรู้สึกว่าตัวเองโชคดีเสมอ...ที่ได้มีโอกาสเข้าอบรมโดสะโฮ

          โดสะโฮในความหมายที่ฉันเข้าใจ...เป็นเหมือนการกายภาพ แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ ต้องใส่ความรักและความเข้าใจผ่านทางมือ เมื่อเราจับลูกก็ต้องจับอย่างแผ่วเบาด้วยความรักอย่างตั้งใจ เหมือนใช้ภาษากายพูดกับลูก 

          เพราะในอดีตประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 2 มากที่สุด เลยทำให้ประชากรส่วนใหญ่เกิดปัญหาพิการทางสมองเยอะ ประเทศเขาจึงคิดค้นศาสตร์โดสะโฮขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนพิการในประเทศ เป็นระยะเวลากว่า 100 ปี เห็นจะได้ ต่อมาจึงได้เผยแพร่เข้ามาช่วยคนพิการในภาคเอเชีย เช่น ไทย ลาว กัมพูชา เป็นต้น 

          สำหรับประเทศไทย สมาคมโดสะโฮเข้ามาช่วยเหลือติดต่อกันเป็นระยะเวลา 10 ปีแล้ว โดยผ่านมูลนิธิเพื่อเด็กพิการเท่านั้น

          ฉันได้รู้จักและมีโอกาสเข้าค่ายโดสะโฮ ครั้งแรกเมื่อ 22-28 ธันวาคม 2545 ที่ค่ายห้วยน้ำใส จ.ฉะเชิงเทรา พวกเรารู้สึกตื่นเต้นมากเมื่อรู้ว่ามีชาวต่างชาติมาช่วยเหลือเด็กพิการในเมืองไทย

          มีความอยากรู้อยากเห็นไปหมดว่า...

          พวกเขามากจากไหน? มาช่วยยังไง?

          ทำงานอะไรถึงมาช่วยได้?

          ได้เงินค่าจ้างมาช่วยหรือเปล่า?

          แล้วถ้ามาฝึกลูก...หลังฝึกลูกลูกจะป่วยหรือเปล่า?

          ไม่เคยเห็นหน้ากันเลย...แล้วลูกจะยอมให้ฝึกเหรอ?


          คำถามเกิดขึ้นมากมาย เพราะยังไม่มั่นใจในตัวครูฝึก แต่เรามั่นใจในมูลนิธิ และคิดว่าประสบการณ์ของมูลนิธิกว่า 20 ปี คงมากเพียงพอสำหรับความปลอดภัยของลูกหิน

ครั้งแรกเข้า เมื่อปี 2545

          เราต้องเตรียมอุปกรณ์ ข้าวของเครื่องใช้เยอะมาก เพราะต้องใช้ชีวิตอยู่ในค่ายถึง 7 วัน 7 คืน สิ่งที่ต้องเตรียมมีดังนี้

          1) เรื่องอาหารของลูก ทั้งของสดของแห้งที่ต้องดูแลไม่ให้บูดเน่า

          2) เรื่องยาของลูก สารพัดยาที่ใช้ประจำและชั่วคราว

          3) เรื่องเสื้อผ้ากันหนาว เพราะไปสิ้นเดือนธันวาคมคงจะหนาวพอดี และที่นอนหมอนมุ้ง เรื่องอุปกรณ์เกี่ยวกับรถเข็นต่างๆ 

          4) เรื่องสบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก และอื่นๆ อีกมากมายที่ต้องจัดเตรียม

  Copyright 2005-2012 baanmaenok.com All rights reserved.
view