หน้าแรก เกี่ยวกับเรา ติดต่อเรา การเรียนของลูก รู้ก่อนลูกป่วย อาสาสมัคร ความรู้จากญี่ปุ่น

เมนู

 
« November 2019»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

ไดอารี่แม่นก ตอนที่8 "รักอย่างเดียวไม่พอ ต้องเข้าใจ"

ไดอารี่แม่นก ตอนที่8 "รักอย่างเดียวไม่พอ ต้องเข้าใจ"


รักอย่างเดียว...ไม่พอ...ต้องเข้าใจ


          ฉันได้โอกาสดีๆ เสมอ หลังจากเข้ารับการอบรมพ่อแม่มือใหม่แล้ว...เมื่อมีการอบรมที่เป็นประโยชน์สำหรับลูก ฉันจะเข้าร่วมด้วยทุกครั้ง

          วันหนึ่งได้มีโอกาสฟังคุณหมอบรรยายเกี่ยวกับเรื่องโรคสมอง...โชคดีของฉันจริงๆ ที่ได้มีโอกาสเข้าฟัง ได้ถาม ได้รู้ในสิ่งที่ควรจะรู้เกี่ยวกับโรคของลูกอย่างละเอียด คุณหมอมาจากโรงพยาบาลพระมงกุฎ เป็นหมอหนุ่มใจดี ที่สำคัญไม่รำคาญคุณแม่ซึ่งมี 108 คำถาม...ถามท่านตลอดเวลาที่มาบรรยาย 

          วันนั้นได้รับความรู้เยอะมากพอสมควร ทำให้ฉันเข้าใจโรคสมองพิการได้ละเอียดขึ้น

          คุณหมอชาคริน ณ บางช้าง โรงพยาบาลพระมงกุฎ เล่าว่า…

          ปกติสมองของคนจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

          ส่วนหน้า   : เอาไว้คิด
          ส่วนกลาง : คือควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายทั้งหมด
          ส่วนหลัง   : คือส่วนของความจำ ทำให้เราจำอะไรต่อมิอะไรต่างๆ ได้

          ฉะนั้นเด็กสมองพิการก็คือ เด็กที่สมองได้รับความเสียหาย ไม่ว่าจะมาจากเด็กตกน้ำ เด็กเป็นไข้แล้วชัก ติดเชื้อขณะตั้งครรภ์ แม่ป่วยตอนตั้งครรภ์ เด็กป่วยแล้วให้ยาเกินขนาด และอีกสารพัดที่จะทำให้สมองเสียหาย

          แต่เมื่อเสียหายแล้ว ผลก็จะออกมาเหมือนกันก็คือ เกร็ง....ก็ไม่ใช่ว่าจะมีแค่เด็กเท่านั้นที่มีโอกาสเป็น ผู้ใหญ่อย่างพวกเราก็มีสิทธิ์เป็นกันได้เช่นกัน ดูอย่างพี่บิ๊ก D2B สิ นั่นก็เกิดมาจากเชื้อราเข้าไปทำลายสมอง ซึ่งมีอาการเหมือนๆ กันคือ เริ่มต้นนับ 1 ใหม่ มาฝึกกิน นั่ง ยืน เดิน ใหม่ ต้องกายภาพเป็นหลักเพราะมีอาการเกร็งร่วมด้วย

          คุณหมอเล่าว่า.......

          ถ้าเราดูแล 3 เรื่องนี้ได้ดี เด็กๆ ก็จะมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น...นั่นก็คือ

          1. กายภาพดี : หมายถึง กายภาพอย่างพอเพียง ทุกข้อไม่ยึดติด เราสามารถสังเกตได้ว่ากายภาพเพียงพอหรือเปล่าโดยดูจากร่างกาย ถ้านิ่มเหมือนคนปกติก็น่าจะเพียงพอ แต่ถ้าจับแล้วตามร่างกายแข็งเหมือนท่อนไม้ นั่นแสดงว่ายังไม่เพียงพอ

          2.ควบคุมการชักได้ดี : หมายถึง ถ้าเด็กคนนั้นได้รับการกายภาพจากคุณแม่ แต่มีอาการชักเป็นระยะ ซึ่งแสดงถึงอาการที่ไม่ดีอยู่แล้ว...ก็จะยิ่งแย่ไปกันใหญ่ เพราะฉะนั้นต้องควบคุมการชักไม่ให้เกิด หรือถ้าเกิดก็ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

          3.โภชนาการที่ดี : หมายถึง เด็กต้องได้รับอาหารครบทั้ง 5 หมู่ เพื่อบำรุงหล่อเลี้ยงสมองส่วนที่ดีให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งจริง ๆ แล้ว การกินกับเด็กสมองพิการเป็นเรื่องยากอยู่พอสมควร

          ดังนั้นถ้าเราดูแลทั้ง 3 เรื่องได้ดี...ก็จะทำให้ลูกหินอยู่กับแม่ได้อีกนาน

          การฟังคุณหมอพูดดูเหมือนจะง่าย แต่จริงๆ แล้วไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ บนโลกใบนี้ เมื่อรู้วิธีการ เราก็ค่อยๆ ทำตามอย่างไป และคิดว่าสักวันคงจะได้ผล

          นอกจากนี้ คุณหมอยังพูดเรื่องยาอีกว่า...

          “คนไข้ควรถามหมอให้ละเอียดเมื่อได้รับยามา ต้องถามผลข้างเคียงของยา มียาตัวอื่นไหมที่รักษาโรคเดียวกัน

          ทำไมถึงเลือกตัวยาชนิดนี้ มีวิธีสังเกตผลข้างเคียงได้อย่างไร โอกาสที่จะเกิดผลข้างเคียงมีกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าเกิดแล้วจะเป็นอย่างไร

          และจะแก้ไขยังไงเมื่อเกิดขึ้น”

          เมื่อได้รับคำตอบจากหมอ เราก็ต้องชั่งใจในการใช้ยากับลูก เพราะสุดท้ายผลที่ได้รับจากยา...เราจะต้องอยู่กับลูกตลอดไป

          หมอเป็นเพียงคนคอยชี้แนะเท่านั้น!!!

          ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยลูกให้อายุยืนยาวได้ก็คือ ความรอบคอบและความรอบรู้จากผู้เชี่ยวชาญนั่นเอง ดังนั้นครอบครัวเราจึงดำเนินชีวิตด้วยความระมัดระวัง...โดยเฉพาะลูกหิน ฉันอดทนกับทุกๆ เรื่องที่เข้ามาในชีวิต 

          แม้คำโบราณท่านกล่าวไว้ว่า...ความอดทนย่อมมีที่สิ้นสุด แต่มันใช้ไม่ได้กับฉัน เพราะทั้งอด ทั้งทน ทั้งต้องพยายามต่อสู้กับโรคที่ลูกเป็นอยู่ แต่แล้ววันหนึ่งความรู้สึกสูญเสียก็เดินทางมาหาฉัน 

          ทำไม?...ความอดทนและความเพียรพยายามทั้งหมดที่ฉันทำ...มันยังไม่พอต่อการมีชีวิตของลูกเหรอ?

          ฉันเริ่มโทษโชคชะตา ตั้งแต่เกิดมาจนอายุ 34 ปี ก็เพิ่งสัมผัสกับคำว่าสูญเสีย มันเป็นอารมณ์ที่ทรมาน อ้างว้าง เศร้าโศก และเสียใจจนยากจะพรรณนาให้คนอื่นที่ไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้ได้เข้าใจทั้งหมด ฉันกลัว..อีกลัวว่าลูกจะจากฉันไป เพราะสถานการณ์บางอย่างมันบ่งบอกไว้อย่างนั้น 

          ลูกหินกินยากันชักที่โรงพยาบาลเดิม...ที่เค้าคลอด อีก 1 เดือนต่อมาคุณหมอก็นัดให้ไปพบ ผลปรากฏว่าจัดยาขาด...ให้มาแค่ 3 อาทิตย์ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ลูกเกิดอาการชัก เราเลยเข็ดขยาดกับที่นั่นมาก...จึงพากันไปหาคุณหมอชาคริน เพื่อรักษาโรคนี้อย่างต่อเนื่อง

          หมู่นี้ลูกหินมีอาการแปลกๆ อย่างที่เราไม่เคยเห็น เช่น 

          ตามข้อพับเขียวช้ำ เหมือนปีกไก่ที่ซ้ำๆ ระหว่างข้อ
          เวลาตื่นนอนจะมีเลือดกลบปากทุกเช้า พ่อเค้าแซวว่าเมื่อคืนสงสัยลูกหินไปกินตับใครมา...เลือดกลบปากมาเชียว
          แต่เราก็ไม่ได้เอะใจอะไร เพราะลูกไม่มีไข้ ตัวก็ไม่ร้อน แค่เขียวๆ ซ้ำๆ เท่านั้นเอง

          วันนั้นเราไปตามนัดของคุณหมอชาคริน พอไปถึงคุณหมอก็เข้าตรวจ... 5 นาทีต่อมาคุณหมอก็บอกว่าลูกหินเกล็ดเลือดต่ำ ซึ่งทำให้เลือดแข็งตัวช้า ถ้าต่ำมากกว่านี้ก็จะทำให้เลือดออกง่ายและไหลไม่หยุด เด็กอาจเสียชีวิตได้ในทันที!!!

          พอสิ้นเสียงคุณหมอ เราตกใจมาก...ทำอะไรไม่ถูก รู้เพียงอย่างเดียวว่าถึงมือคุณหมอแล้ว...ก็คงไม่น่าเป็นห่วง ฉันได้แต่แอบปลอบใจตัวเอง

          อาทิตย์แรกในโรงพยาบาล

          คุณหมอสั่งให้เกล็ดเลือด โดยฉีดให้ลูกหิน 3 กระบอกใหญ่ๆ จาก 8,000 ขึ้นมาเป็น 88,000 เฮ้อ!...ค่อยยังชั่วหน่อย ตอนอยู่โรงพยาบาลเราได้ห้องคู่ เพราะห้องเดี่ยวเต็ม ปกติลูกหินไม่ค่อยชอบอากาศเย็นสักเท่าไหร่ แต่เด็กอีกคนซึ่งอยู่ร่วมห้องด้วยกลับขี้ร้อน...เลยเปิดแอร์ซะเย็นเฉียบ...ผลลัพธ์ก็คือ ลูกหินเป็นปอดบวมอีกรอบ

อาทิตย์ที่ 2 ในโรงพยาบาล...

          พอลูกเป็นปอดบวม เกล็ดเลือดก็ลดต่ำลงไปอีก 8,000 ระหว่างนั้นอีกสุกอีใสระบาดหนัก คุณหมอบอกว่าให้แม่ตัดสินใจเสียเงิน 5,000 บาท เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันไว้ก่อน ตอนนั้นคิดว่าเท่าไหร่ก็ยอมจ่าย ถ้าลูกจะปลอดภัยมากขึ้น อาทิตย์นี้ลูกดูแย่มาก มีไข้ตลอด หมอบอกว่าต้องดูดไขสันหลังเพื่อเช็กว่าสาเหตุที่เกล็ดเลือดต่ำนั้นมาจากสาเหตุอะไร เพราะสองอาทิตย์แล้วแต่อาการยังไม่ดีขึ้นเลย

          การดูดไขสันหลังถ้าผลเกิดจากกระดูกสันหลังผิดปกติ แสดงว่าลูกหินเป็นมะเร็ง แต่ถ้าไม่ใช่...ก็ถือว่าโชคดี

          ฉันตื่นเต้นและกระวนกระวายใจต่อผลการตรวจไขกระดูกสันหลัง และรู้สึกแย่มากขึ้นเรื่อยๆ

          แล้วผลที่ออกมาก็คือ ปกติ...ไม่ใช่มะเร็ง

          ฉันดีใจที่ไม่ใช่มะเร็ง แต่ก็รู้สึกเสียใจที่หมอเองก็หาสาเหตุไม่เจอ

          ระหว่างการรักษา...ฉันได้แต่คิดวนไปวนมาอยู่ตลอดเวลาว่าเรารักษาลูกดีพอหรือยัง? ถูกทางหรือยัง? หรือต้องไปโรงพยาบาลอีกครั้งถึงจะหาย? และอีกสารพัดเรื่องที่จะคิด...คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก

  Copyright 2005-2012 baanmaenok.com All rights reserved.
view