หน้าแรก เกี่ยวกับเรา ติดต่อเรา การเรียนของลูก รู้ก่อนลูกป่วย อาสาสมัคร ความรู้จากญี่ปุ่น

เมนู

 
« November 2019»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

ไดอารี่แม่นก ตอนที่7 "แสงไฟในมุมมืด"

ไดอารี่แม่นก ตอนที่7 "แสงไฟในมุมมืด"

แสงไฟ...ในมุมมืด


          หลังจากรู้ว่าเพราะอาการเกร็งจึงทำไห้นอนไม่ได้ แล้วก็เกิดอาการอ้วก...

          แต่ก็ผ่านพ้นวิกฤตไปได้อย่างทุลักทุเล ฉันคิดไม่ออกจริงๆ ว่าเมื่อลูกหินโตขึ้น เราจะรู้ได้ยังไงว่าต้องเจอปัญหาอะไรอีกบ้าง?

          พี่โอ๋ว...พี่ร่วมงาน มักคอยเปิดประเด็นใหม่ๆ ให้ฉันต้องคิด และคอยห่วงใยครอบครัวของเราเสมอ นั่นสินะ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าต้องเจอกับปัญหาอะไรอีก นอกจากคอยมองเด็กที่มีความพิการจนเกร็งจากโรงพยาบาลเหมือนๆ กัน แต่ฉันก็ไม่ค่อยเห็นเด็กๆ พวกนี้ที่ไหนเลย

          6 โมงเช้าของวันหนึ่ง เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น…

          พี่แอ๊ะ...ภรรยาของพี่โอ๋ว ซึ่งเป็นอีกครอบครัวหนึ่งที่คอยให้กำลังใจและให้คำปรึกษาต่างๆ...ได้โทรศัพท์มาหาฉันแล้วบอกว่า...

          “รีบเปิดดูช่อง 5 เร็ว...มีเด็กที่พิการคล้ายลูกหินออกทีวี เผื่อว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง”

          สิ้นเสียงพี่แอ๊ะฉันก็รีบเปิดทีวีช่อง 5...มันเป็นเรื่องราวของเด็กคนหนึ่งที่ถูกรถชนจนสมองขาดออกซิเจน แล้วมีอาการเกร็งบริเวณทอนล่าง

          ...ออกมาในนามมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ ออกมาเล่าถึงสาเหตุและการบำบัดรักษา ตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงปัจจุบัน โดยผลการบำบัดเด็กดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ฉันดีใจมากที่มีมูลนิธิช่วยเหลือเด็กเกร็ง

          ในรายการไม่มีเบอร์โทรศัพท์ให้ติดต่อ ฉันจึงโทรไปหาช่อง 5 เพื่อขอเบอร์มูลนิธิแห่งนี้ ครั้งแรกที่โทรไปฉันรู้สึกตื่นเต้นและกังวลว่าเขาจะต้อนรับเราหรือเปล่า? จะรังเกียจเรากับลูกไหม? จะทำยังไงให้เขาเห็นใจและเต็มใจช่วยเหลือเรา? คิดไปสารพัด เพราะนอกจากหมอโรงพยาบาลแล้วก็ยังไม่เคยไปรักษาที่ไหนเลย เหมือนโชคชะตากำลังทดสอบความอดทนของฉัน

          เราตั้งใจจะซื้อรถตั้งแต่ฉันตั้งครรภ์ แต่ก็ยังไม่กล้าขับเพราะฉันเคยขับรถชนกับแท็กซี่ หลังจากนั้นก็เข็ดขยาดการขับรถตลอดมาแต่ถ้าให้สามีคอยไปส่งทุกที่ที่เรารักษาลูกหิน สงสัยคงถูกไล่ออกจากงานซะก่อนเพราะต้องหยุดทำงานทั้งคู่

          ฉันจึงต้องสลัดความกลัวทิ้ง...แล้วพยายามขับรถด้วยตัวเองอีกครั้ง

          วันแรกของการออกถนน...เป็นวันที่ฉันต้องพาลูกและน้าจิตรไปมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ ซึ่งอยู่บริเวณลาดพร้าว ซอยโชคชัย 4 

          วันนั้นฝนเจ้ากรรมดันตกชนิดไม่ลืมหูลืมตา มองไปทางไหนก็เห็นแต่สายฝน ขนาดที่ปัดน้ำฝนความเร็วระดับ 3 ก็ยังเอาไม่อยู่ มองไปด้านหลังรถก็เห็นน้าจิตรนั่งกอดลูกอยู่...ปากคอยบอกตลอดทางว่าให้ขับช้าๆ และระวังให้มากๆ

          ในใจฉันรู้สึกกลัวมาก กลัวจะเกิดอุบัติเหตุ เพราะลำพังปัญหาที่เจออยู่นี่ก็มากพออยู่แล้ว ดังนั้นฉันจึงต้องตั้งสติ และระวังทุกอย่างเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ มองดูถนนอย่างมีสติ ขับรถอย่างระมัดระวัง ขับอย่างช้าๆ ใจเย็นอย่างถึงที่สุด ตื่นเต้นมากกับการเริ่มขับรถใหม่อีกครั้ง แถมยังมีลูกซึ่งนั่งอยู่ข้างหลังเป็นเดิมพัน ดังนั้นฉันจะพลาดไม่ได้ 

          แล้วเราก็มาถึงมูลนิธิด้วยความปลอดภัย


วันที่ 20 กันยายน 2544

          วันนี้เป็นวันแรกที่ได้ทำความรู้จักกับ “มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ”

          อยู่ที่ลาดพร้าวซอย 53 ซึ่งรู้จักจากรายการ “เช้าวันนี้ที่ช่อง 5”

          เราพาลูกไปหาพี่ๆ และคุณครูที่มูลนิธิ ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นมาก

          การไปครั้งแรกนั้น เราได้รับความรู้เพิ่มเติมดังนี้

          • ควรกระตุ้นเรื่องสายตาให้มากกว่านี้ โดยใช้กระจกติดที่บ้าน เวลาฝึกควรฝึกต่อหน้ากระจก
          •กระตุ้นด้วยของเล่นที่เคลื่อนไหว อาจเป็นลูกโป่งหลายๆ ลูกแล้วใช้พัดลมเป่าให้ลอยไปลอยมา
          •ฝึกการชันคอให้มาก โดยใช้หมอนข้างดันตัวขึ้น พร้อมฝึกนั่งโดยนั่งขัดสมาธิ แล้วให้ใช้มือยันลงพื้นข้างๆ ลำตัว
          •ต้องรีบไปรับโปรแกรมการฝึกพัฒนาที่โรงพยาบาลเดิมให้ได้
          •ครูเตือนว่าจะต้องกายภาพลูกให้ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้
          •ควรพูดหรือบอกลูกทุกครั้ง และให้รางวัลกับลูกทุกครั้งที่เขาสามารถทำได้
          •วิธีการฝึกของลูกควรเป็นการเล่นควบคู่ไปกับการฝึก ที่สำคัญต้องดูอารมณ์ลูกเป็นสำคัญ

          ฉันได้ความรู้ใหม่ๆ มาจากมูลนิธิ และระลึกอยู่เสมอว่า….

          ลูกหินคือหนังสือเล่มใหญ่ที่ฉันต้องอ่าน และต้องคิดอยู่ตลอดเวลา เพราะยิ่งถ้าเรารู้เยอะเกี่ยวกับโรคของลูกที่เป็นอยู่ เชื่อเสมอว่าจะผ่อนหนักให้เป็นเบาลงได้ 

          ฉันคิด...แล้วก็ลงมือทำ...ทันที!!!

          น้าจิตร ลูกหินแล้วก็ฉัน พวกเราจูงมือเข้ารับการอบรมกิจกรรมแรกของมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ นั่นคือ “อบรมพ่อแม่มือใหม่” ส่วนคุณพ่อต้องไปทำงานเลยมาอบรมด้วยกันไม่ได้

          กิจกรรมพ่อแม่มือใหม่ในความรู้สึกของฉัน เป็นเสมือนโรงเรียนที่สอนให้รู้ว่า ถ้าเรามีลูกพิการ เราต้องทำอะไรให้ลูกบ้าง เพื่อลูกจะได้ทรมานน้อยที่สุดจากโรคสมองพิการ

          การเรียนรู้กายภาพขั้นพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับลูก คือการป้องกันข้อต่างๆ ที่อาจยึดติดได้ในอนาคต ถ้าเราไม่ทำทุกวัน และยังได้รับความรู้จากคุณหมอโดยตรงว่า โรคพิการทางสมองคืออะไร? จะป้องกันรักษาและดูแลอย่างไรให้ถูกต้อง? แล้วยังสามารถนำกลับไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันอีกด้วย

          การได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การแสดงความเห็นอกเห็นใจกับบรรดาพ่อแม่คนอื่นๆ ในสิ่งที่เกิดกับลูกๆ ของเรา มันทำให้ฉันรู้สึกมีเพื่อนร่วมแนวทางเดียวกัน และไม่อ้างว้างเหมือนอยู่คนเดียวในโลกใบนี้ 

          การถ่ายทอดโดยสอนให้รู้จักการต่อสู้ คือพาลูกไปดูเด็กที่ถูกทอดทิ้งตามสถานสงเคราะห์ ทั้งชี้ให้เห็นว่าเด็กเหล่านี้พ่อแม่ยอมแพ้ ปล่อยให้ลูกผจญชะตากรรมในบ้านสถานสงเคราะห์ ซึ่งพวกเขาคิดว่ามีทุกอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำเพื่อการบำบัด ห้องฝึกกิจกรรมต่างๆ นักกายภาพที่อยู่ประจำ อาหารการกินครบ 3 มื้อ ดูเหมือนจะมีครบทุกอย่าง แต่สิ่งที่ฉันได้สัมผัสและรับรู้ก็คือ เด็กๆ ที่นี่ขาดแคลน “ความรัก” เป็นที่สุด มันขาดหายไป ไม่ใช่ว่าเจ้าหน้าที่จะไม่ให้นะ แต่เพราะเด็กที่นี่มีปริมาณมากเกินไป...จนให้กันแทบไม่ไหวต่างหาก

           ภาพเหล่านี้ มันจำฝังใจ ทำให้ฉันต้องต่อสู้เพื่อลูก เพราะเราเห็นอนาคตแล้วว่า...ถ้าไม่ฝึก ไม่ทำกายภาพ อนาคตลูกของเราจะเป็นอย่างไร

           การรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ได้มาจากการอบรมพ่อแม่มือใหม่ทั้งสิ้น

           ต้องขอขอบคุณมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ ที่สร้างฉัน สร้างลูก สร้างครอบครัว คอยให้พลังและกำลังใจที่เข้มแข็ง เพื่อช่วยลูกต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด



เกร็ดความรู้ :
 

          มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ มีประสบการณ์ช่วยเหลือโดยตรงกว่า 20 ปี และสามารถขอความช่วยเหลือได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดทั้งสิ้น ซึ่งครูมด...ผู้ทำหน้าที่ช่วยเหลือทุกกำลังใจ จะคอยเติมเต็มในส่วนที่ขาดของเด็กๆ ทุกคน

          โทร.          : 02-5399709, 02-5399958
          ที่ตั้งมูลนิธิ  : ซอยโชคชัย 4
          เว็บไซด์     : www.hoytakpoolom.org



ไดอารี่ลูกหิน...

          ที่มูลนิธิเด็ก…ตอนนี้หนูรู้แล้วล่ะครับว่า แม่กับยายจิตรพาหนูมาที่ไหน

          หนูได้ยินแม่คุยกับครูปิ๊ก ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิหลายเรื่องเลยครับ แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับผมทั้งนั้นเลย ก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง...อิอิอิ

          แถมคุณแม่ยังได้รับคำชมจากครูปิ๊กว่า...ตั้งแต่รับเคสมา เพิ่งมีคุณแม่ของหนูนี่แหละ ที่คอยจดบันทึกเรื่องราวของลูกได้อย่างละเอียดขนาดนี้ 

          โห...คุณแม่ของหนูเก่งจัง!!!...ตอนนั้นคุณแม่คงยิ้มแก้มไม่หุบละสิท่า

          ใช่แล้วครับ....หนูเห็นแม่จดละเอียดยิบเลยครับ ตั้งแต่เรื่อง...

วิธีการฝึกกายภาพของหนู

          เรื่องอาหารการกินของหนูในแต่ละวัน
          เวลาไปหาหมอ ไปวันไหน? ไปทำอะไร? แล้วได้ผลอย่างไร?
          เวลาอ้วก...อี๋ย...หนูอ้วกบ่อยมาก ไม่รู้ทำไม...คนอื่นๆ เค้าอ้วกอย่างนี้หรือเปล่านะ?
          ขนาดเวลาอึ...คุณแม่ก็ยังจดเลย โอ้โห...แถมบังคับให้อึอีกต่างหาก เมื่อไหร่ที่จะอึ แม่ต้องบังคับให้นั่งกระโถนทุกทีเลย ทำไมเหรอครับแม่ อึในผ้าอ้อมสำเร็จรูปบ้างไม่ได้เหรอ สบายจะตาย...
          สารพัดยาที่ต้องกิน ไม่รู้ว่าแม่จดไปทำไมเยอะแยะไปหมด เชื่อมั้ยว่าแม่จดบันทึกทุกวัน...แม่ไม่เบื่อบ้างหรือไงนะ คนเป็นแม่นี่งานเยอะจริงๆ เลยครับ





  Copyright 2005-2012 baanmaenok.com All rights reserved.
view