หน้าแรก เกี่ยวกับเรา ติดต่อเรา การเรียนของลูก รู้ก่อนลูกป่วย อาสาสมัคร ความรู้จากญี่ปุ่น

เมนู

 
« November 2019»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

ไดอารี่แม่นก ตอนที่6 "ทำไมนอนไม่ได้"

ไดอารี่แม่นก ตอนที่6 "ทำไมนอนไม่ได้"


ทำไมลูกนอนไม่ได้


          แรกเกิดจนถึง 1 ขวบ เป็นช่วงที่ทรมานที่สุด เพราะเราเพิ่งรู้ว่าโรคสมองพิการมีผลกระทบกับลูกหินยังไง อาการที่กระทบโดยตรงก็คือ การเกร็ง ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ลูกไม่สามารถนอนหลับได้ยาว...ตื่นขึ้นมาแล้วเกร็ง และร้องไห้เอาเป็นเอาตายจนคนทั้งบ้านเครียดกันไปหมด

          ประตูด่านแรกที่คิดว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาของเราได้คือ โรงพยาบาล เราพาลูกหินไปหาหมอ...หมอก็ให้ไปแผนกกายภาพบำบัด และได้ยาลดเกร็งมากิน คิดว่าแค่นี้คงช่วยได้ แต่จริงๆ แล้วมันช่วยได้เพียง 50% เท่านั้น เพราะลูกหินดีขึ้น ร้องไห้ลดลง แต่ก็ตื่นกลางคืนอยู่บ่อยๆ และยิ่งแย่เมื่ออากาศเริ่มเปลี่ยน

          ลูกหินเหมือนตัวปรอท เพราะเค้าจะร้องไห้งอแงและเกร็งเยอะขึ้น สักพักฝนก็จะตก เป็นอย่างนี้เป็นประจำจนฉันกลัว การเปลี่ยนแปลงของอากาศหลังฝนตก ลูกหินจะเกร็งมาก ดังนั้นเมื่อลูกยังเด็กแล้วเกร็งมากขนาดนี้ ถ้ารอคนอื่นช่วยอย่างเดียว...คงไม่พอ ฉันจึงต้องเรียนรู้เรื่องกายภาพลูกเอง ทำให้เหมือนทุกลมหายใจเข้าออกของเราเอง ลูกก็ต้องกายภาพทุกลมหายใจเช่นกัน อาจจะดีขึ้น และนอนหลับได้ง่าย...

          จริงอย่างที่ฉันคิด...พอฉันลงมือทำ...ลูกก็หลับง่ายขึ้น...ดีใจจัง!!!

          เมื่อลูกอายุ 2-5 ขวบ ฉันทำกายภาพลูก...ก็ใช่ว่าจะแก้ปัญหาเรื่องนอนหลับให้หมดไปได้...แล้วปัญหาใหม่ก็ตามมาติดๆ เพราะเมื่อเด็กไม่สามารถขยับเขยื้อนตัวได้เป็นเวลานาน ไม่สามารถส่งเสียงร้องไห้ดังๆ ปัญหาใหญ่ที่ว่านี้ก็คือ เสมหะ

          เสมหะทำให้ลูกนอนหลับยาก เสียงดังครืดคราดจากลมหายใจ เหมือนเสียงน้ำต้มที่กำลังเดือด มันบ่งบอกถึงลูกหายใจเอาออกซิเจนเข้าปอดยากมาก...เลยทำให้นอนไม่ได้ แค่เราเป็นหวัด มีน้ำมูกไหล เรายังต้องสั่งน้ำมูก สั่งแล้ว สั่งอีก จนจมูกแดงไปหมด แต่ลูกสั่งไม่ได้ ทรมานขนาดไหนก็บอกไม่ได้ แล้วเค้าจะนอนได้ยังไง และที่สำคัญ อาการเกร็งก็เข้ามาสมทบด้วย...สนุกล่ะงานนี้

          แต่เราเป็นแม่...ต้องใจเย็น ฉันพยายามแก้ปัญหาไปทีละอย่าง...อย่างแรกคือเข้าใจเรื่องการเกร็งของลูก แต่เรื่องเสมหะ...ฉันยังไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่ามีความสำคัญขนาดไหนที่ต้องจัดการมันให้ราบคราบ จนในที่สุด...ลูกหินเป็นปอดบวม คือมีเสมหะเยอะมาก เกร็งแข็งไปทั่วร่าง ไข้ขึ้น 38.5 องศา เช็ดตัวก็แล้ว ให้ยากินก็แล้ว ไข้ก็ยังไม่ยอมลด คืนนั้นฉันและสามีจึงต้องพาลูกส่งโรงพยาบาล

          เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2547 เวลาตี 2...

          หมอบอกว่าโชคดีที่เรามาเร็ว เพราะเสมหะเยอะเป็นน้ำ แล้วไปขังอยู่ในปอดจนปอดบวมติดเชื้อ ทำให้ไข้ขึ้นสูง ครั้งนั้นฉันได้เรียนรู้จากโรงพยาบาลว่า เด็กสมองพิการเมื่อขยับเขยื้อนเนื้อตัวไม่ได้นานๆ ส่งเสียงดังไม่ได้ จะทำให้ปอดไม่แข็งแรง เลยทำให้เสมหะจับตัวกันอย่างรวดเร็ว

          เครื่องดูดเสมหะ คือความรู้ใหม่ที่ฉันต้องเรียนรู้...เพื่อช่วยชีวิตลูก คุณพยาบาลไม่สนับสนุนให้ซื้อใช้ที่บ้านเอง เพราะถ้าเราทำความสะอาดได้ไม่ดีพอ ลูกก็จะติดเชื้อได้ง่าย แต่ลองมองในมุมกลับกัน ถ้าลูกมีเสมหะแล้วต้องพาส่งโรงพยาบาลอาทิตย์ละ 1 วัน นั่นก็เหนื่อยแล้ว แต่ลูกเราเป็นทุกวัน แถมวันละหลายๆ รอบอีกด้วย

          ชีวิตนี้ก็คงแย่!!!

          บางอย่างมันไม่ง่ายเลย แถมต้องคิดอย่างละเอียด ถี่ถ้วน ภายใต้สถานการณ์ที่กดดัน ฉันจึงไปปรึกษาเพื่อนที่มีเครื่องดูดเสมหะ ว่าดูดแล้วเด็กติดเชื้อบ่อยไหม? ระวังดูแลรักษาอย่างไร? ที่สำคัญ...ลูกเพื่อนมีอาการดีขึ้นหรือแย่งลง หลังจากมีเครื่องดูดเสมหะอยู่ที่บ้าน

          อะไรก็ตามที่กลัว ฉันจะแก้ปัญหาด้วยการหาความรู้ เพราะการกลัวไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา มีแต่จะฉุดรั้งให้เราอยู่แต่ในความกังวลและความเหนื่อยซะปล่าๆ ในเมื่อเราไม่แน่ใจในสิ่งที่อยากรู้ ยังมีอีกหลายทางที่เราสามารถหาความรู้ได้อย่างปลอดภัยและถูกต้องได้ ถ้าเราพยายามมากพอ ถ้าจะแก้ปัญหาเรื่องการนอนของลูก ก็ต้องแก้ปัญหาเรื่องใหญ่ๆ ให้ได้เสียก่อน ทุกอย่างมันไม่ยากเกินความพยามยามของเราหรอก...เหนื่อยนะ...แต่ฉันต้องทำ และต้องคอยให้กำลังใจตัวเองอยู่เสมอ

          ดูลูกสิ เค้าเหนื่อย เค้าทรมานกว่าเราหลายเท่านัก แถมพูดก็ไม่ได้ เราเป็นแม่ ถ้าไม่คิด ไม่ทำ ไม่ช่วยลูก แล้วใครจะช่วยได้?

          หลังจากใช้เครื่องดูดเสมหะ...ลูกหินดูสบายตัวขึ้นมาก และทรมานน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีภาวะติดเชื้อเลย...มันการันตีได้ว่า ฉันรักษาลูกหินถูกทางแล้ว เพราะร่างกายเค้าดูผ่อนคลายได้ดี...จึงเริ่มนอนได้สบาย...

          ความวัวไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก ฉันดีใจได้ไม่เท่าไหร่...ก็ต้องเจอโจทย์ใหม่ที่ยากกว่าเดิมหลายเท่า มันค่อยๆ ยากขึ้น...ยากขึ้น เพราะอะไรก็ไม่รู้ ลูกเริ่มนอนกลางคืนไม่ได้อีกแล้ว

          เสียงแจ็บ ๆ สลับกับอาการเกร็งจากปากลูกหิน เป็นเสียงที่บอกว่าลูกอยากอ้วก ทั้งวันทั้งคืน กินอาหารก็ไม่ค่อยได้ ตอนเด็กๆ เค้ากินได้...กินได้จนกินไม่ได้ นั่นเป็นเพราะสมองไม่โตตามร่างกายที่โตขึ้น ดังนั้นโรคจึงเพิ่มมากขึ้นโดยปริยาย และครั้งนี้เป็นบททดสอบหนักอีกเรื่อง...ที่ฉันไม่รู้ว่าจะต้องจัดการกับปัญหาหนักๆ นี้ได้อย่างไร

          ลูกหินเริ่มอ้วกวันละ 1 รอบ เป็นโรคใหม่ที่เรายังต้องเฝ้าคอยติดตามอย่างใกล้ชิด ครอบครัวของเราต้องทำงานเป็นทหารเฝ้ายาม คอยเฝ้าดูว่าเค้าจะมีอะไรใหม่ๆ มาให้เราคิดอ่านกันอีก


เกร็ดความรู้ : 

          โรคสมองพิการจะมีหลายอย่างที่ติดตัวเด็กมาตั้งแต่เกิด เช่น อาการเกร็ง แต่จะไม่เท่ากัน...มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสมองที่ผิดปกติ หรือเสมหะพันคอ บางคนอาจต้องใช้เครื่องดูดเสมหะตั้งแต่เกิดก็เป็นไปได้

          แต่สิ่งที่สำคัญสุดและต้องทำความเข้าใจคือ ธรรมชาติของโรคแต่ละโรคว่าเป็นอย่างไร ให้ทำความเข้าใจโรคนั้นอย่างลึกซึ้งเพื่อจะได้เข้าใจหัวอกลูกของเรา


ไดอารี่ลูกหิน...

          ตั้งแต่เกิดมา...หนูก็อยู่แต่บ้านกับโรงพยาบาลเท่านั้น หนูเห็นเด็กคนอื่นๆ เค้าขยับแขน ขยับขาเองได้ด้วย พวกเขาทำกันได้ยังไงครับ? แล้วทำไมหนูถึงทำไม่ได้อย่างเขา? แค่จะนอนให้หลับก็ยังยากเลย...แม่รู้ใช่มั้ยครับ ว่าหนูเป็นเด็กดี ไม่อยากงอแง แต่มันนอนไม่ได้จริงๆ เพราะตัวหนูหนัก...ต้องแบกตัวเองอยู่ตลอดเวลา 

          แต่เอ๊ะ...วันนี้แม่ไปไหนเหรอครับ 

          ผมจำได้นิดหน่อยว่าฝนตกหนักมาก ยายจิตรพูดกับแม่ว่า...

          “นก...ขับรถช้าๆ ไม่ต้องรีบ ฝนตกหนักมาก ต้องระวังอันตรายให้มาก แค่มีลูกพิการก็แย่แล้ว อย่าให้เรื่องไม่ดีมันเกิดขึ้นอีกเลย”

          “จ้า...จ้า น้าจิตร นกจะพยายามขับรถระวังให้มาก ไม่ต้องห่วง ดูแลลูกหิน กอดลูกให้แน่นก็แล้วกันจ้า เดี๋ยวลูกหินจะตกใจเวลาฟ้าแลบ ฟ้าร้อง…”

          ยายจิตร...รู้มั้ยว่าแม่จะพาเราไปที่ไหน?

          แม่ครับ...ไม่ต้องเป็นห่วงหนูหรอก หนูมียายจิตรทั้งคน ดูสิกอดกันแน่นเลย แต่สังสัยจังเลยว่าทำไมเราต้องเดินทางไกลกันด้วย แค่ไปโรงพยาบาลยังไม่พออีกเหรอครับ เดินทางเยอะๆ เหนื่อยเหมือนกันนะเนี่ย 

          แต่ยังไงก็ไม่ต้องห่วงนะครับ หนูอดทนได้เสมอ เหมือนที่แม่เคยสอนบ่อยๆ ไงล่ะครับ ว่าเป็นลูกผู้ชายต้องอดทนใช่มั้ยครับแม่?



  Copyright 2005-2012 baanmaenok.com All rights reserved.
view