หน้าแรก เกี่ยวกับเรา ติดต่อเรา การเรียนของลูก รู้ก่อนลูกป่วย อาสาสมัคร ความรู้จากญี่ปุ่น

เมนู

 
« November 2019»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

ดูแลสายให้อาหาร

ดูแลสายให้อาหาร

เรื่อง การดูแลผู้ป่วยที่มีท่อสายให้อาหารทางหน้าท้อง และทางจมูก

     การให้สารอาหารทางสายให้อาหาร หมายถึง การให้อาหารเหลวผ่านทางสายให้อาหารเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารของผู้ป่วยโดยอาจให้อาหารทางสายดังนี้   
     1. ผ่านจมูก คอ เข้าสู่กระเพาะอาหารโดยตรงเรียกว่า  nasogastric feeding    
     2. ผ่านทางหน้าท้องที่ถูกเจาะเข้าสู่กระเพาะอาหารโดยตรงเรียกว่า gastrostomy   
     3. ผ่านทางหลอดอาหารเข้าสู่กระเพาะโดยการส่องกล้องและดึงสายออกทางผนังหน้าท้อง เรียกว่า percutaneous endoscopic gastrostomy(PEG) หรือ jejunostomy tube   
     4. ผ่านทางจมูก คอ กระเพาะอาหารโดยปลายสายให้อาหารอยู่ใต้หูรูด pyloric หรือใกล้ ligament ของสาย treaty บริเวณลำไส้ เรียกว่า  nasojejunal หรือ nasoduodenal feeding            
      ในแต่ละวิธีของการให้สารอาหารทางสายให้อาหารดังกล่าวขึ้นอยู่กับปัญหาของผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งมีข้อดีและมีข้อเสียแตกต่างกันออกไป ทาง nasogastric tube ง่าย สะดวก กระเพาะอาหารหลั่งกรดตามอาหารที่ให้เสริม ต่อมน้ำลายไม่ถูกกระตุ้น ขย้อนและอาเจียนง่าย ทาง gastrostomy และPEG สามารถให้อาหารได้นาน ลดการสูดสำลักเขาปอด ต่อมน้ำลายไม่ถูกกระตุ้น สำหรับ gastrostomyต้องอาศัยการผ่าตัดแต่ PEG ไม่ต้องผ่าตัด จึงเหมาะสมที่จะใช้ในคนสูงอายุหรือมีข้อห้ามในการดมยาสลบ และทางเข้าสู่ลำไส้เล็ก เนื่องจากสายให้อาหารมีขนาดเล็กจึงช่วยลดความละคายเคือง การเกิดแผลอักเสบที่จมูก คอ ลดการสูดดมเข้าปอด ต่อมน้ำลาย กระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี แลและตับอ่อน ไม่ถูกกระตุ้น ท้องเสียได้ง่าย ปัจจุบันวิธีเข้าสู่ลำไส้เล็กใช้กันมากในต่างประเทศ สำหรับประเทศไทยจะเลือกใช้เฉพาะบางกรณีที่จำเป็นเพราะการใส่สายยุ่งยากกว่าการให้เข้าสู่กระเพาะอาหารโดยตรงรวมถึงราคาของสายและวิธีการทำ PEG     
    
สายใส่เข้ากระเพาะ (nasogastric tub)       
     สายใส่เข้ากระเพาะ มีความยาวประมาณ 22 - 50 นิ้ว ( 120 ซม.) เป็นสายที่มีรูกลวง มีขนาดต่างกัน ในผู้ใหญ่ใช้สายที่มีเส้นรอบวง 12 - 18 เฟรนซ์ (french) สำหรับเด็กใช้สายที่มีเส้นรอบวง  5-12 เฟรนซ์ สายขนาดใหญ่จะใช้เมื่อต้องการล้างหรือดูดของเหลวและลมจากกระเพาะอาหารเท่านั้น เพราะสายใหญ่จะทำให้เกิดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อเป็นเนื้อตายได้ การใส่สายเพื่อให้อาหารมักใช้สายเล็กใช้วัสดุที่อ่อน เรียบ ปรับโค้งงอได้ (flexible)ส่วนใหญ่เป็นโพลียูเรเทนหรือพลาสติก (silicone plastic)


ชนิดของสายที่ใส่เข้ากระเพาะ    
     1.สายเลวิน (Lavin tube) เป็นสายยางหรือพลาสติกมี 1 รู ไม่มีน้ำหนักถ่วงที่ปลายสาย นิยมใช้เมื่อต้องการให้อาหารหรือดูดของเหลวส่งตรวจ ไม่เหมาะสำหรับที่จะต่อกับเครื่องดูด เพราะไม่มีรูเปิดที่ติดต่อกับอากาศข้างนอก เมื่อเปิดเครื่องดูด ปลายสายจะดูดติดกับผนังกระเพาะทำให้เซลล์เยื่อบุได้รับอันตราย    
     2.สายซาเลมซัมพ์ (Salem sump) เป็นสายพลาสติกมี 2 รู ไม่มีน้ำหนักถ่วง ใช้เมื่อต้องการต่อสายกับเครื่องมีรูเล็กที่เป็นรูเปิดที่ติดต่อกับอากาศพลายนอก ช่วยปรับแรงดันให้เท่ากับบรรยากาศภายนอกเมื่อเปิดเครื่องดูดจึงไม่เกิดการดูดติดกับเยื่อบุกระเพาะ        
     3.สายอีวาลด์ (Ewald tube) เป็นสายยางที่มีรูใหญ่ สำหรับดูดของเหลวและสิ่งตกค้างในกระเพาะ เช่น เลือด สารพิษ รวมถึงการให้ผงถ่านเข้ากระเพาะเพื่อดูดสารพิษออก    
     4.สายเซ็งสเตเคน เบลคมอร์ เป็นสายมี3 รู 2 รูเล็กสำหรับฉีดลมเข้าลูกโป่งบริเวณหลอดอาหาร และกระเพาะอาหาร เพื่อกดบริเวณที่มีเลือดออกให้เลือดหยุด รูใหญ่สำหรับดูดของเหลวจากกระเพาะอาหาร สำหรับสายมินนี่โซตา(Minneaota tube) คล้ายสายเซ็งสเตเคน เบลคมอร์ แต่มีรูเล็ก 1 รูสำหรับวัดแรงดันในลูกโป่ง     

การให้อาหารเหลวทางจมูกลงสู่กระเพาะ ( Nasogastric feeding)
  วัตถุระสงค์    

     1.เพื่อให้อาหารและน้ำแก่ผู้ป่วยที่มีปัญหาในการให้อาหารทางปากแต่ระบบทางเดินอาหารยังสามารถย่อยและดูดซึมได้ดี ไม่มีการอุดตันของระบบทางเดินอาหารส่วนล่าง    
     2.เพื่อป้องกันและบำบัดภาวะโรคขาดอาหารในผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานอาหารตามปกติ สภาวะของผู้ป่วยที่ควรได้อาหารโดยวิธีนี้         
            1.ได้รับอาหารทางปากไม่เพียงพอ             
                    1.1ร่างกายอยู่ในภาวะที่ต้องการสารอาหารเพิ่ม ได้แก่ ต่อมธัยรอยด์ทำงานมากกว่าปกติ มีไข้สูงมานาน ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก มีแผลขนาดใหญ่ มะเร็ง เป็นต้น              
                    1.2ร่างกายอ่อนเปลี้ยจากการเจ็บป่วยเรื้อรัง เบื่ออาหาร ซึมเศร้า มีการเปลี่ยนแปลงของประสาทสัมผัส          
            2.มีปัญหาเกี่ยวกับการกลืน ได้แก่ การมีแผลในปาก คอ หลอดอาหารมีการผ่าตัดและได้รับบาดเจ็บบริเวณปาก คอ หลอดอาหาร โรคของระบบประสาทที่อยู่ระยะคุมโรคไม่ได้ เช่น myasthenia gravis, scleroderma ผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจ เจาะคอ เด็กคลอดก่อนกำหนด เด็กเล็กที่ดูดนมไม่ดี

     3.ไม่รู้สึกตัวหรือระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนไป เช่น โรคหลอดเลือดสมองปัจจุบัน จากเส้นเลือดในสมองแตก ตีบ ตัน  อุบัติเหตุ ภาวะสมองขาดเลือดจากน้ำตาลในเลือดต่ำ ได้รับยาเกินขนาด ตับและไตวาย เป็นต้น

การใส่สายเข้ากระเพาะอาหารผ่านทางรูจมูก (Nasogastric intubation)
     ความหมาย  การใส่สายเข้ากระเพาะอาหาร เป็นหัตถการที่พบบ่อยทั้งในหอผู้ป่วยและห้องตรวจ การใส่สายเข้ากระเพาะอาหารไม่เพียงเพื่อส่งเสริมภาวะโภชนาการ ยังช่วยในการสืบค้นเพื่อวินิจฉัยและการดูแลรักษา พยาบาลจะต้องใช้ความรู้ และมีเทคนิคในการใส่สายได้อย่างถูกต้อง ระวังป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น การใส่สายเข้ากระเพาะอาหารเป็นการใส่สายทางจมูก ผ่านโพรงจมูก คอ เข้าหลอดเลือดจนถึงกระเพาะอาหาร ในรายที่ไม่สามารถใส่ทางรูจมูกได้ จะใส่ทางปากแทน เรียก oro-gastric intubation 

วัตถุประสงค์    
     1. เพื่อลดแรงดัน (decompression) ในกระเพาะและลำไส้เล็กส่วนต้นโดยระบายลมหรือของเหลวในกระเพาะออก มักต่อกับเครื่องดูดในผู้ป่วยที่ลำไส้อืด ลำไส้อุดตัน ผ่าตัดทางหน้าท้อง    
     2. เพื่อล้างกระเพาะ(gastric lavage)และดูดสารพิษในกระเพาะออก ในรายที่รับประทานยาเกินขนาด หรือรับประทานสารเคมีที่เป็นพิษ รวมถึงการล้างด้วยสารละลายที่เย็น เช่น น้ำเกลือ ทำให้เส้นเลือดหดตัวยับยั้งเลือดออกในกระเพาะ    
     3. ให้อาหาร น้ำ และยา ในผู้ป่วยที่รับประทานไม่ได้ มีปัญหาการกลืน เช่น ผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว  ผู้ป่วยอัมพาต รวมถึงผู้ป่วยที่รับประทานไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย    
     4. เพิ่มแรงดัน(compression) กดบริเวณที่มีเลือดออกในหลอดอาหารและกระเพาะ โดยฉีดลมเข้าลูกโป่งของสายเข้ากระเพาะ ชนิด เซ็งสเตเคน เบลคมอร์     
     5. เพื่อนำของเหลวและสิ่งตกค้างไปตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ    
     6. เพื่ออบอุ่นร่างกายโดยล้างกระเพาะด้วยน้ำอุ่นในรายที่อุณหภูมิร่างกายต่ำผิดปกติ(hypothermia)

วิธีการใส่สายเข้ากระเพาะทางจมูก

ขั้นตอน

เหตุผล

1. ล้างมือ

เพื่อความสะอาดลดการแพร่กระจาย เชื้อโรค

2. ยืนด้านขวาของผู้ป่วยถ้าถนัดขวา

ช่วยในการใส่สายง่ายและสะดวก

3. ใช้ไฟฉายส่องดูรูจมูกผนังกั้นรูจมูก

เพื่อตรวจดูความผิดปกติ การอุดตันหรือบาดแผลในรูจมูก

4. จัดท่าให้ผู้ป่วยนั่งหรือนอนศีรษะสูง(high fowler's position)  ถ้าผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวให้นอนหงายหรือท่าศีรษะสูงเล็กน้อย

เพื่อให้หลอดอาหารตรง สายเลื่อนลงตามแรงโน้มถ่วง เพื่อป้องกันการสำลัก

5. วัดความยาวของสายที่จะใส่เข้าไปในตัวผู้ป่วยโดยวัดจากปลายจมูกถึงติ่งหูและจากติ่งหูถึงปลายกระดูกอก(xyphoid process) หรือวัดจากปลายจมูกถึงติ่งหู และจากจมูกถึงปลายกระดูกอกแล้วทำเครื่องหมายไว้

เป็นการประมาณความยาวโดยใช้ระยะที่สายผ่านจมูกจนถึงคอ และจากคอสู่หลอดอาหารและกระเพาะอาหารซึ่งความยาวของแต่ละคนจะแตกต่างกัน

6. ตรวจสายดูความสมบูรณ์ ความเรียบลื่นมีรอยหยัก รอยฉีกขาดแหลมคมหรืออุดตัน หรือไม่

เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการใส่สาย

7.ตัดพลาสเตอร์ยาวประมาณ 10 ซม.

เตรียมไว้ติดสายไม่ให้เลื่อนหลุด

8.ปูผ้ากันเปื้อนบนหน้าอก วางชามรูปไตไว้ใต้คาง ให้ผู้ป่วยถือกระดาษเช็ดหน้าไว้

ผู้ป่วยอาจอาเจียน ขย้อน มีน้ำมูก น้ำลาย น้ำตาไหล

9.สวมถุงมือสะอาด

 

10.หล่อลื่นปลายสายด้านที่จะใส่เข้าผู้ป่วยประมาณ 6-10 ซม.

ลดแรงเสียดสีระหว่างสายกับเยื่อบุช่วยให้สายลื่นเลื่อนลงง่ายขึ้นเจ็บน้อยลง ลดอันตรายเยื่อบุในโพรงจมูก และทางเดินอาหาร

11.ให้ผู้ป่วยแหงนศีรษะขึ้นเล็กน้อย ให้เห็นรูจมูกชัดเจนใส่สายเข้าทางรูจมูกอย่างนุ่มนวล ให้สายโค้งลงตามแนวธรรมชาติของโพรงจมูกถ้าติดใส่สายไม่ลงอย่าดันแรงให้ค่อย ๆ หมุนสายพร้อมเลื่อนสายเข้าไป

การใส่สายตามโค้งธรรมชาติขอโพรงจมูก ช่วยลดการบาดเจ็และช่วยให้สายเลื่อนลงทางเดินอาหารดีขึ้น การดันแรงๆ จะทำให้บาดเจ็บจนเลือดออกได้ การหมุนสายเบาๆช่วยลดแรงเสียดสี

12.เมื่อสายถึงคอ(posterior nasopharynx)ให้ผู้ป่วยก้มศีรษะลง

เพื่อให้สายผ่านลงหลอดอาหารง่ายขึ้น

13.ให้ผู้ป่วยช่วยกลืนสาย โดยกลืนน้ำลายหรือดูดน้ำที่เตรียมไว้ ค่อยๆ ดันสายลงพร้อมจังหวะการกลืนจนถึงตำแหน่งที่ทำเครื่องหมายไว้

การกลืนจะช่วยให้สายผ่านหูรูดของหลอดอาหารดีขึ้น

14.ถ้าผู้ป่วยไอหรือขย้อนให้หยุดดันสายรอสักพัก จนหยุดไอและขย้อนจึงใส่สายใหม่  ถ้าหยุดไอและขย้อนให้อ้าปากตรวจดูสายอาจขดอยู่ในปากต้องดึงสายออกเล็กน้อยแล้วค่อยใส่เข้าไปใหม่

การใส่สายไปกระตุ้นรีเฟลกซ์

15.ผู้ป่วยไอ ลำลัก หายใจไม่สะดวก เขียว ให้หยุดและดึงสายออกทันทีรอจนกว่าอาการต่างๆ ดีขึ้นค่อยใส่สายใหม่

สายที่ขดงอในปาก แสดงว่าไม่ลงหลอดอาหาร แสดงว่าสายเข้าหลอดลม

16.ตรวจสายว่าสายเข้ากระเพาะอาหารโดย
   1.ใช้กระบอกฉีดดันลมประมาณ5-10ซีซี. เข้าไปเร็วๆพร้อมกับใช้หูฟังเสียงลมผ่านเข้ากระเพาะบริเวณหน้าท้องส่วนบนด้านซ้าย
   2.ใช้กระบอกฉีดของเหลวต่อกับปลายสายด้านนอกดูดจะได้ของเหลวในกระเพาะ
   3.จุ่มปลายสายด้านนอกลงน้ำ ถ้ามีองผุดตามการหายใจแสดงว่าไม่เข้ากระเพาะ
   4.ให้ผู้ป่วยพูด ถ้าไม่มีเสียงแสดงว่าไม่เข้ากระเพาะ

ป้องกันการสำลักจากสายไม่เข้ากระเพาะ
  1.ถ้าเข้าปอดจะไม่ได้ของเหลวจากกระเพาะ
  2.ลมผ่านจากสายไปกระทบผนังกระเพาะ
  3.สายเข้าหลอดลมจึงมีอากาศผ่านออกตามจังหวะการหายใจ
  4.สายผ่านเส้นเสียง

17.ใช้พลาสเตอร์ ติดสายกับจมูกและใช้เข็มกลัดตรึงสายไว้กับเสื้อ

ป้องกันการเลื่อนหลุดและดึงรั้งรูจมูกทำให้เจ็บและเป็นแผล

18.ปิดปลายสายด้านนอกด้วยจุกครอบ ถ้าไม่มีจุกครอบใช้ผ้าก๊อสหุ้มใช้ตัวหนีบๆไว้
เช็ดทำความสะอาดสาย ดูแลช่องปากจมูกให้สะอาด สังเกตอาการผิดปกติหลังใส่สายเข้ากระเพาะ

ไม่ให้ของเหลวจากกระเพาะไหลออกมาและป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกเข้าในสาย
เพื่อความสะอาดสุขสบาย


     การคาสายเข้ากระเพาะที่ใส่ผ่านรูจมูก ไม่ควรนานเกิน 4-6 สัปดาห์ จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน คือ ไซนัสอักเสบ หลอดอาหารอักเสบหรือตี โพรงหรือผนังกั้นรูจมูกบาดเจ็บเป็นเนื้อตาย หรือปอดอักเสบจากการสำลักได้ ถ้าจำเป็นต้องคาสายเข้ากระเพาะไว้นานอาจพิจารณาการใส่สายเข้ากระเพาะผ่านผนังหน้าท้อง





  Copyright 2005-2012 baanmaenok.com All rights reserved.
view