หน้าแรก เกี่ยวกับเรา ติดต่อเรา การเรียนของลูก รู้ก่อนลูกป่วย อาสาสมัคร ความรู้จากญี่ปุ่น

เมนู

 
« November 2019»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

ดูแลเมื่อสวนปัสสาวะ

ดูแลเมื่อสวนปัสสาวะ


เรื่อง การดูแลเด็กในรายที่มีสายสวนปัสสวะเป็นครั้งคราวที่บ้าน


       คำศัพท์หลายคำที่ใช้เรียกการขับปัสสาวะออกจากร่างกายได้แก่ urination,voiding,micturition ในเด็กอายุน้อยกว่า 3 ปี เมื่อรู้สึกปวด และอยากถ่ายปัสสาวะ เด็กจะปัสสาวะทันที เป็น spontanous -urination และเมื่ออายุ 3 ปีขึ้นไปส่วนใหญ่เรียนรู้ที่จะกลั้นปัสสาวะและสามารถควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะจนถึงเวลาและสถานที่เหมาะสมได้ ในผู้ใหญ่ความรู้สึกอยากถ่ายปัสสาวะจะเกิดขี้นเมื่อมีจำนวน ปัสสาวะอยู่ในกระเพาะปัสสาวะประมาณ 150-300 มิลลิลิตร ทำให้เกิดเเรงดันไปกระตุ้นผนังกระเพาะ-ปัสสาวะและเกิดความรู้สึกปวดอยากถ่ายปัสสาวะ จนเกิดแรงดันไปกระตุ้นผนังกระเพาะปัสสาวะบริเวณbladderneck เส้นประสาทบริเวณกระเพาะปัสสาวะจะส่งกระแสประสาทไปดามไขสันหลัง และส่งย้อนกลับมายังกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ เมื่อรู้สึกปวดอยากถ่ายปัสสาวะ จะทำให้กระเพาะปัสสาวะหดตัวเรียกปฏิกิริยานี้ว่า micturition reflex ซึ่งการทำให้กระเพาะปัสสาวะว่างยังขึ้นอยู่กับการหดตัวของกล้ามเนื้อหน้าท้อง (adbominal muscle) และการคลายตัวของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน(pelvic floor muscles) ถ่ายปัสสาวะแต่ละครั้งในผู้ใหญ่จะมีจำนวนปัสสาวะประมาณ 250-400 มิลลิลิตร และเหลือค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะประมาณ 5 -10 มิลลิลิตร ในเด็กจำนวนน้อยกว่าเฉลี่ย 50-20 มิลลิลิตรต่อครั้ง

ลักษณะของปัสสาวะในภาวะปกติ(characteristlcs of Normal Urine)

      ลักษณะทั่วไปของปัสสาวะมักจะมีองค์ประกอบเกี่ยวกับ จำนวน สี ความใสและกลิ่น ชึ่งมีหลายปัจจัยที่ทำให้มีความแตกต่างกันในแต่ละคน แต่ละครั้งในบุคคลเดียวกัน
     จำนวน (volume) จำนวนปัสสาวะ
ในผู้ใหญ่ ประมาณ 1,200-1,500 มิลลิลิตรต่อวัน
อาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับ จำนวนน้ำทีได้รับ และขับออกจากร่างกาย รวมทั้งหน้าที่การทำงานของไตจำนวนปัสสาวะน้อยกว่า 1,200 มิลลิลิตรต่อวัน ถือว่าผิดปกติ ถ้ามีจำนวนปัสสาวะน้อยกว่า 30 มิลลิลิตรต่อชั่วโมง แสดงว่าโลหิตไปเลี้ยงไตไม่เพียงพอ ต้องรายงาน ให้แพทย์ทราบทันที
      สี (color) สีของปัสสาวะปกติมีสีเหลืองอ่อนจนถึงเหลืองเข้ม สีเหลืองเข้มน้ำตาลเรียกว่า
อำพัน ปกติจะสัมพันธ์กับจำนวนน้ำที่ร่างกายได้รับ ถ้าได้รับน้ำจำนวนมาก ปัสสาวะส่วนใหญ่จะไม่มีสี ในทางตรงกันข้ามหากได้รับจำนวนน้อย ปัสสาวะอาจจะเป็นสีอำพัน หรือสีส้มน้ำตาลได้ ในผู้หญิงระหว่างมีประจำเดือน อาจเห็นปัสสาวะเป็นสีน้ำตาลแดงคล้ายสีเลือดได้
      ความใส (clarity) ปกติปัสสาวะจะใสโดยเฉพาะปัสสาวะที่เพิ่งขับถ่ายมาใหม่ๆ ควรใสโม่มี

ตะกอน (sediment) ปัสสาวะที่ค้างอยู่ในสายสวน ปัสสาวะควรใสไม่มีตะกอน แต่อาจมีเศษเชลล์บุผิว (mucous shreds) ได้ หากปัสสาวะขุ่นมีตะกอน อาจมีการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
      กลิ่น (Odor) ปัสสาวะที่เพิ่งขับถ่ายออกมาใหม่ๆ จะมีกลิ่นอ่อนๆ แต่ถ้าตั้งทิ้งไว้เป็น
เวลานาน อาจมีกลิ่นแอมโมเนีย ยาและอาหารบางอย่างอาจทำให้กลิ่นของปัสสาวะเปลี่ยนไปได้

วัตถุประสงค์
       เพื่อให้ผู้ป่วยและญาติตระหนักถึงความจำเป็นในการสวนปัสสาวะด้วยตนเอง เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะและการเสื่อมสภาพทางไต เพื่อให้ผู้ป่วยและญาติสามารถเรียนรู้การสวนปัสสาวะได้อย่างถูกต้อง ผู้ป่วยสามารถเข้าสังคมได้ปกติ ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น 

ประโยชน์ของการสวนปัสสาวะแบบสะอาดเป็นครั้งคราว
      ช่วยลดปัญหาการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะและการเสื่อมสภาพของไตได้ดีกว่า ในบางกรณีอาจจะทำให้การทำงานของกระเพาะปัสสาวะกลับเข้าสู่สภาพปกติได้เร็วขึ้น หลีกเลี่ยงปัญหาแทรกซ้อนและสิ่งไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นแบบการคาสายยางทิ้งไว้ได้ ทำให้คุณภาพของชีวิตดีขึ้น คนใช้สามารถเข้าสู่สังคมและไม่สร้างความรำคาญแก่ผู้อื่น 

เทคนิคการสวนปัสสาวะอย่างสะอาดเป็นครั้งคราว อุปกรณ์ที่ใช้ในการสวนปัสสาวะ
     - สบู่สำหรับล้างมือ
     - สำลีสะอาดปราศจากเชื้อโรค
     - น้ำยาฆ่าเชื้อ เซพล่อน (Savion) 1 : 100 วิธีเตรียมโดยใช้น้ำยาเซพล่อนเข้มข้น 5 ซี.ซี. (1 ช้อนชา) ผสมน้ำต้มสุก 500 ซี.ซี.

ชุดสายสวนปัสสาวะมี 2 ชนิดคือ

      - สายยางแดง เป็นชนิดที่ผลิตในประเทศไทย ใช้ได้ทั้งเพศหญิง และเพศชาย มี เบอร์ 8,10,12 และ 14 โดยเลือกตามขนาดของท่อปัสสาวะของผู้ป่วย - ชุดสายสวนปัสสาวะด้วยตนเองที่ผลิตจากต่างประเทศ มีลักษณะเป็นสายใสบรรจุอยู่ในหลอดพลาสติกเฉพาะแช่น้ำยาได้และมีหูแขวน มีทั้งชนิดที่ใช้กับเพศหญิง และเพศชาย
      - น้ำต้มสุก1 ขวด       
      - สิ่งหล่อลื่นสายสวนปัสสาวะ เช่น วาย เจลลี่ (KY jelly)    
      - ภาชนะสำหรับรองรับน้ำปัสสาวะ วิธีการสวนปัสสาวะเป็นครั้งคราว (Intermittent catheterization)


มีวิธีปฏิบัติดังนี้
      1. ประเมินสภาพผู้ป่วยก่อนการสวนปัสสาวะเพื่อประเมินความสามารถของผู้ป่วยในการจัดท่านอนสำหรับสวนปัสสาวะ
      2. ล้างมือให้สะอาด เพื่อลดโอกาสเกิดการเเพร่กระจายเชื้อ
      3. จัดเตรียมเครื่องใช้มาวางที่เตียงผู้ป่วยเพื่อความพร้อมในการสวนปัสสาวะ
      4. จัดให้มีแสงสว่างเพียงพอ โดยใช้โคมไฟหรือไฟฉายส่องไปที่อวัยวะสืบพันธุ์ เพื่อให้สามารถมองเห็นรูเปิดของท่อปัสสาวะ
      5. ผู้ทำยืนข้างเตียงผู้ป่วยข้างทีตนถนัด เช่น ผู้ที่ถนัดมือขวาควรเข้าข้างขวาของผู้ป่วย ผู้ที่ถนัดมือซ้ายควรเข้าข้างซ้าย ผู้ป่วย
      6. จัดท่าที่ใช้ในการสวนปัสสาวะให้ เหมาะสมเพื่อให้สามารถมองเห็นรูเปิดของท่อปัสสาวะได้ชัดเจน
           - ในผู้ป่วยหญิง จัดให้อยู่ในท่านอนหงายชันเข่า (Dorsal recumbent position) ปิดตาห่มผ้า ถอดผ้านุ่ง จัดผ้าคลุม เปิดเฉพาะบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก (drape) การชันเข่าควรบอกผู้ป่วยให้วางส้นเท้าชิดก้น เท้าทั้งสองข้างห่างกันประมาณ 2 ฟุต การคลุมผ้าช่วยให้ผู้ป่วยมีความรู้สึกเป็นเป็นส่วนตัว
           - ในผู้ป่วยชายจัดให้อยู่ในท่านอนหงาย (Dorsal position) ปิดตา ถอดกางเกง จัดผ้าห่มคลุมส่วนบนของร่างกายจนถึงหัวเหน่า และใช้ผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ คลุมตั้งแต่องคชาติลงมาเปิดเฉพาะบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก
      7. ชำระอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกให้สะอาดเพื่อลดจำนวนจุลินทรีย์ทีอาจปนเปื้อนติดสายสวนปัสสาวะเข้าไปใน
กระเพาะปัสสาวะขณะสอดใส่สายสวน
      8. ล้างมือให้สะอาด เพื่อลดจำนวนจุลินทรีย์บนมือของผู้ทำเป็นการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
      9. นำชุดสวนปัสสาวะ วางไว้ระหว่างขาของผู้ป่วย ใกล้กับอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกเปิดผ้าห่อออกทั้ง 4 มุม และเตรียมอุปกรณ์เหล่านี้ ด้วยเทคนิคปลอดเชื้อ เพื่อให้มีพื้นที่สะอาดไม่เกิดการปนเปื้อน

   

             9.1 เทน้ำยาระงับเชื้อลงบนสำลีในชามกลมพอให้สำลีเปียกชุ่ม
             9.2 บีบสารหลอลื่นลงบนก๊อสในชามรูปไต
   

  Copyright 2005-2012 baanmaenok.com All rights reserved.
view