หน้าแรก เกี่ยวกับเรา ติดต่อเรา การเรียนของลูก รู้ก่อนลูกป่วย อาสาสมัคร ความรู้จากญี่ปุ่น

เมนู

 
« November 2019»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

ไดอารี่แม่นก ตอนที่2 "สู้กับใจตัวเอง"

ไดอารี่แม่นก ตอนที่2 "สู้กับใจตัวเอง"


สู้...กับใจตัวเอง


          คืนนั้น...ช่างเป็นคืนที่ทรมานสำหรับฉันกับลูกเหลือเกิน เสียงพลุดังขึ้นเป็นระลอก มันคลุกเคล้ากับเสียงสะอื้นของฉันที่กอดลูกไว้แน่นแนบอกตัวเอง ไม่อยากให้ใครรับรู้ถึงความเจ็บปวดครั้งนี้ อยากให้ทุกคนในบ้านสนุกกันเต็มที่ ถ้าพวกเขารู้...ก็จะทุกข์ใจกันไปซะเปล่าๆ มันคงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น

          ฉันไม่รู้...ว่าทำไมถึงไม่สามารถหยุดร้องไห้ได้...จริงสินะ มันเป็นวันแรกที่ได้รับรู้ความจริงว่าลูกเป็นอะไร ร้อง ร้อง...ร้องจนไม่มีน้ำตาจะไหล

          “ลูกจ๋า…แม่ขอโทษที่ทำให้หนูเกิดมาแล้วทรมาน คืนนี้แม่ขอเสียใจ ขอร้องไห้กับสิ่งที่เกิดขึ้น และสัญญาว่าหลังจากคืนนี้ไป แม่จะเข้มแข็ง แต่ตอนนี้แม่รู้สึกแย่มาก มีหนูเพียงคนเดียวเท่านั้นที่อยู่เป็นเพื่อนแม่...ยามที่รู้สึกแย่ที่สุดในโลก”


2 มกราคม 2544 

          น้าผู้แสนดีสังเกตว่าทำไมหน้าตาฉันถึงได้บวมตุ่ยขนาดนั้น ก็จะไม่ให้บวมได้ยังไง....ร้องไห้ทั้งคืน น้าเค้นถามความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันเลยเล่าให้ฟังว่าลูกหินเป็นเด็กสมองพิการ...พิการจากหินปูนเกาะสมอง ทำให้ลูกไม่มีพัฒนาการใดๆ เลย ตอนนี้ก็ 6 เดือนแล้ว แต่พัฒนาการอะไรไม่มีเลย แถมยังมีอาการน่าเป็นห่วงคือ อาการเกร็ง สาเหตุที่เด็กกำมือแน่น ทานข้าว ทานนมได้น้อยก็เพราะเด็กเกร็ง และจะเกร็งมากขึ้นเรื่อยๆ

          พอเล่าจบ...น้าก็ทรุดลงนั่งกับพื้น น้ำตาเริ่มซึมออกจากนัยน์ตา แล้วเริ่มกล่าวโทษตัวเอง...ว่าเขาผิดเองที่ซื้อพลุมาจุด...มาจัดงานเลี้ยงที่บ้าน ทำให้ฉันกับลูกสะดุ้งผวากันทั้งคืน แล้วก็เริ่มโกรธฉัน ว่าเรื่องร้ายขนาดนี้ทำไมไม่บอก ไม่เล่าให้ฟัง ทำไมต้องเก็บความทุกข์เอาไว้คนเดียว

"นี่แหละนิสัยของฉันที่ไม่ต้องการให้คนอื่นทุกข์ด้วย"

          เมื่อสามีเดินทางมาลำปาง ฉันเล่าเรื่องราวทุกอย่างที่ทราบจากคุณหมอให้เขาฟัง สามีนิ่ง ไม่พูด ซึ่งแตกต่างกับฉันอย่างสิ้นเชิง เขาเป็นเสมือนเสาหลักของครอบครัว ไม่โวยวาย ไม่ฟูมฟาย และไม่ทอดทิ้ง เราต้องช่วยกันแก้ปัญหา และต้องผ่านพ้นเรื่องเหล่านี้ไปให้ได้

          เมื่อเรารู้คำตอบจากคุณหมอ ฉันต้องไปเช็คเพิ่มเติมและภาวนาให้คุณหมอท่านแรกตรวจผิด ท่านอาจจะอ่านผลผิดก็ได้ ดังนั้นต้องไปหาความจริงเพิ่มเติม

          ฉันเปลี่ยนแผนเลี้ยงลูกทันที...พาลูกมาอยู่กรุงเทพฯ ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เลยว่าใครจะช่วยเลี้ยงในขณะที่ต้องออกไปทำงาน

          ยังไงหนูก็ต้องอยู่กับแม่...แม่เท่านั้นที่จะช่วยลูกได้ 

          นั่นคือความคิดอย่างเดียวที่ฉันจดจ่อ

          เราพาลูกไปโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ตรวจเอ็กซเรย์สมองโดยตรง เพื่อหาสาเหตุว่าหินปูนเกิดขึ้นได้อย่างไร จะเป็นหินปูนเหมือนที่ติดกับฟันของเราหรือเปล่า...ที่สามารถแคะออกได้ แล้วก็หายจากโรคสมองพิการนี้

          ผลตรวจออกมาว่า หินปูนที่เกาะสมองลูก มันเป็นเหมือนเม็ดทรายที่กระจายไปทั่วสมอง หมอคนแรกท่านบอกว่าเด็กจะไม่มีพัฒนาการเพราะหินปูนมันกระจัดกระจายเต็มเนื้อสมองทุกส่วนเลย มันเป็นความจริงที่ฉันไม่อยากรับรู้ แต่จำต้องฟัง แม้มันจะเจ็บปวดขนาดไหนฉันก็ต้องรู้และต้องสู้...สู้กับความจริงให้สมกับที่ได้เกิดมาเป็นแม่คน

          หมอบอกว่า...

          “เด็กบางคนอาจจะเกร็งเฉพาะซีกซ้ายบ้าง หรือบางคนเฉพาะซีกขวาบ้าง บางคนเฉพาะท่อนบน บางคนเฉพาะท่อนล่าง แต่หมอเสียใจที่ต้องเรียนคุณแม่ตรงๆ ว่าลูกของคุณจะเกร็งทั้งตัว ขาจะเกร็งขึ้นเรื่อยๆ อีกหน่อยใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปยากขึ้น เพราะขาหนีบเกร็ง หมอขอบอกว่าให้คุณแม่ทำใจ เลี้ยงเท่าที่เราไหว ไหวแค่ไหนก็เอาแค่นั้น”

          คุณหมอพูดยังไม่ทันจบ น้ำตาฉันเริ่มร่วง ได้แต่ฟังคำแนะนำจากคุณหมอ สำหรับคนเป็นแม่นั้นไม่มีคำว่า “หนี” มีแต่คำว่า “สู้” ถึงรู้ว่าลูกพิการหนักขนาดไหน ยังไงฉันก็จะขอสู้กับโรคดูสักครั้ง แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมคุณหมอถึงไม่ให้กำลังใจฉันเลย หรือว่าท่านรู้...หนทางที่จะช่วยลูกมันมืดมน ไม่มีทางที่เป็นไปได้ หมออาจเจอเด็กพิการทางสมองมาเยอะ และคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้...มันคงยากเกินไป

          ชีวิตนี้...ฉันก็เพิ่งรู้จักโรคสมองพิการเป็นครั้งแรก...จะให้ยอมแพ้แล้วหรือ? ถ้ายอมแพ้...ลูกจะเป็นยังไง? ฉันไม่ยอมแพ้ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้สู้หรอก!!!

          ฉันเชื่อว่า...เมื่อเรารู้ว่าลูกไม่ปกติ สิ่งที่ต้องรีบแก้ไขไม่ใช่ลูก หากแต่คือใจของเราเอง ทุกคนต้องรีบยอมรับความจริง...จากนั้นหนทางรักษามันก็จะตามมาเอง

                               



ลูกรัก...ช่วยเป็นกำลังใจให้แม่ด้วยนะ........

  Copyright 2005-2012 baanmaenok.com All rights reserved.
view