หน้าแรก เกี่ยวกับเรา ติดต่อเรา การเรียนของลูก รู้ก่อนลูกป่วย อาสาสมัคร ความรู้จากญี่ปุ่น

เมนู

 
« November 2019»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

งานอาสาสมัครออสเตรเลีย

งานอาสาสมัครออสเตรเลีย


อาสาสมัคร (ศูนย์ respite) ที่ประเทศออสเตรเลีย


ก่อนที่จะพัฒนาอาสาสมัคร ต้องเข้่าใจก่อนว่า

ทำไมถึงต้องมีอาสาสมัคร และต้องเข้าใจ การสร้างระบบหยุดพักก่อน


        การสร้างระบบหยุดพัก หมายถึง  การให้การดูแลเด็กที่มีความพิการแบบระยะสั้นหรือแบบชั่วคราว    เพื่อให้ครอบครัวได้มีเวลาหยุดพักจากภาระการเลี้ยงดูลูกอยู่ตลอดเวลา การให้บริการดูแลเริ่มจาก 1 ชั่วโมงไปจนถึง 3 เดือน  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภาวะความพิการของเด็ก ความจำเป็นของครอบครัว และรูปแบบของการบริการ (respite program) ที่จัดไว้การบริการ  respite careนี้ ช่วยให้ครอบครัวได้มีเวลาออกจากความเครียดที่เกิดจากภาระการเลี้ยงดูลูกที่พิการ ทำให้พ่อแม่ได้พักผ่อน  มีเวลาส่วนตัว   ได้ใช้ชีวิตร่วมกับลูกคนอื่น  ๆ มีเวลาไปซื้อสิ่งของเครื่องใช้  ไปออกกำลังกาย   และได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่จำเป็น  เพื่อความสมดุลของชีวิต นอกจากนั้น  การบริการ respite care นี้  นับว่าเป็นการบริการหนึ่งที่ให้บริการตั้งแต่วัยทารกจนถึงวัยผู้ใหญ่ ช่วยทำให้พ่อแม่ได้มีเวลาเป็นของตัวเองบ้าง  เพื่อผ่อนคลาย  มีโอกาสในการดูแลความต้องการของตนเองได้และมีเวลาในการปฏิบัติบทบาทอื่น ๆ  บ้าง  จะทำให้พวกเขามีพลังกายพลังใจในการดูแลลูกของตนเองได้ต่อไป โดยมีอาสาสมัครเป็นคนดูแลเด็กแทน


ประโยชน์ของงานอาสาสมัคร

        1. พ่อแม่มีเวลาพักผ่อน โดยประเทศออสเตรเลียจะมีอาสาสมัครจำนวนมาก ทำให้พ่อแม่สามารถพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ สามารถทำกิจกรรมที่ตนเองอยากทำได้อย่างเต็มที่

        2. อาสาสมัครพาเด็กออกไปข้างนอกสถานที่ได้ ทำให้เด็กได้พักผ่อนหรือการท่องเที่ยว

        3. ช่วยไม่ให้พ่อแม่ทำงานหนักจนเกินไป เพราะหากพ่อแม่ต้องดูแลลูกจนเกินไป บางครั้งอาจเจ็บป่วยได้

        4. การที่พ่อแม่ได้พักผ่อน จะเป็นการเติมกำลังใจอย่างหนึ่ง เพราะการดูแลเด็กพิเศษเป็นงานที่หนัก


        ลักษณะของศูนย์ respite ที่ประเทศออสเตรเลีย จะมีบ้านรับเลี้ยงดู มีอาสาสมัครในบ้านประมาณ 5 คน โดยที่พ่อแม่สามารถนำลูกมาฝากเลี้ยงได้ในเวลาที่ต้องไปทำธุระหรือแม้กระทั่งฝากไว้ได้นานถึงหนึ่งอาทิตย์ ภายใต้ข้อกำหนดว่าพ่อแม่จะมีเวลาพักผ่อน 250 ชั่วโมงต่อปี เด็กพิเศษที่มาจะมีลักษณะที่แตกต่างกันไป ทุกช่วงอายุ แต่โดยมากเด็กพิเศษในบ้านคาร่าจะอายุ 3 ปี ขึ้นไป อาสาสมัครจะมีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป ถึง 35 ปี มีรายได้จากการที่มาเลี้ยงดูเด็ก มีกิจกรรม วันหยุดพักร้อน      

 

        ค่าเดินทาง ค่าประกันภัย ค่ากิจกรรมต่างๆ  โดยแรกเริ่มอาสาสมัครจะต้องจับคู่กับครอบครัว เพื่อเรียนรู้จากพ่อแม่ในการดูแลลูกของพวกเขา โดยที่อาสาสมัครจะต้องทำให้พ่อแม่มั่นใจว่าสามารถดุแลลูกของพวกเขาได้ ในบางครั้งก็มีกิจกรรมพิเศษ อาทิ การตั้งแคมป์ ที่อาสาสมัครวัยรุ่นจะแบ่งกลุ่มจะพาเด็กๆไปเข้าแคมป์ทำกิจกรรมสันทนาการต่างๆ หน้าที่ของอาสาสมัครนอกจากทำกิจกรรมและยังต้องพาน้องเดินเล่น อาบน้ำ ดูหนัง โยนโบว์ลิ่ง ทั้งหมดนี้จะมีอาสาสมัครรุ่นใหญ่และทีมแพทย์คอยกำกับดูแลอีกครั้งหนึ่ง โดยการเข้าค่ายจะช่วยส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้ทักษะชีวิต ได้แลกเปลี่ยนกับเด็กวัยเดียวกันและได้ผ่อนคลาย

 

        ณ ขณะนี้บ้านคาร่ามีอาสาสมัครในบ้านประมาณ 300 คน ทำงาน 31,850 ชั่วโมงต่อปี     แต่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของครอบครัวที่มีเด็กพิเศษ โดยในบ้านจะมีกิจกรรมที่หลากหลาย   ทั้งในบ้านและนอกบ้าน โดยได้รับการสนับงบประมาณจากรัฐบาล คนใจดี บริษัทที่มีกิจกรรมเพื่อสังคมและพ่อแม่เด็กเอง ทั้งนี้บ้านคาร่าจะมีระบบรับคำร้องเรียนจากพ่อแม่เด็ก ซึ่งทำให้บ้านคาร่าสามารถพัฒนาปรับปรุงแก้ไขตัวเองได้ มีการจัดประชุมร่วมกันระหว่างพ่อแม่กับบ้านคาร่าเพื่อให้ทราบความต้องการของพ่อแม่ได้มากขึ้น อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้บ้านคาร่ามีคุณภาพคือการต้องตอบตัวชี้วัดและคุณภาพของของรัฐบาลเพราะส่งผลต่อการรับทุนในปีต่อไปนอกจากนี้ยังมีมาตรฐานของอาสาสมัคร มาตรฐานของบ้านคาร่าเองด้วย


        ในเวลาที่พ่อแม่จะให้อาสาสมัครมาดูแลลูก สิ่งแรกที่พ่อแม่จะมั่นใจคือ การดูแลความปลอดภัย ความรู้ที่มีต่ออาการของลูก การทำงานร่วมกันระหว่างอาสาสมัคร ลูกและพ่อแม่ การทำงานด้วยใจและความรักที่มีต่อเด็กซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด


วิธีที่อาสาสมัครจะทำให้พ่อแม่เชื่อใจและมั่นใจที่จะให้ดูแลลูกของตน

        1. การใช้เวลาดูแลเด็กจากใช้เวลาไม่นานไปถึงการสร้างความคุ้นเคย เป็นวันหรือสัปดาห์ โดยที่พ่อแม่เป็นคนกำกับดูแลร่วมด้วย

        2. คุณสมบัติของอาสาสมัครที่ส่งไปต้องกับความต้องการของพ่อแม่

        3. มีการอบรมอาสาสมัครหลายรูปแบบ ทั้งการให้ความรู้เรื่องยา สุขภาพ อาหารและการเตรียมอาหาร  การมองโลกในแง่ดี

ต้องรู้จัก เข้าใจวิธีการสื่อสารกับเด็กพิเศษ สามารถอ่านความต้องการของเด็กได้

        4. รู้จักการใช้กิจกรรมต่างๆกับเด็กพิเศษ การพาเด็กออกนอกสถานที่

        5. การรู้จักวิธีให้เด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ


หลักการของอาสาสมัคร

        1. มีเวลา

        2. ทุ่มเท

        3. มีความสามารถ

        4. มีประสบการณ์ในการเป็น NGO

        5. สามารถสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนและเพื่อนอาสาสมัครได้

        6. มีความตั้งใจ ในการทำงานของตนเอง


สาเหตุ / แรงจูงใจที่เข้ามาเป็นอาสาสมัคร

        1. อยากเอาความรู้ที่มีจากการเลี้ยงลูกมาถ่ายทอดให้เด็กคน

        2. อื่นมีความเป็นอยู่ที่ดี

        3. อยากช่วยดูแลเด็กพิเศษ

        4. อยากเป็นผู้ให้ อยากแบ่งปันสิ่งที่มีให้กับผู้อื่น

        5. อยากช่วยเหลือสังคม

        6. อยากได้บุญ

        7. อยากได้เพื่อน เนื่องจากการมีอาสาสมัครหลายๆชาติ จึงเป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้

        8. อยากแบ่งปันทักษะ

        9. ได้ใช้ความสนใจของอาสาสมัคร ถ่ายทอดให้กับเด็กที่มีความสนใจเหมือนกัน

      10. อยากใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ อาทิ อาสาสมัครที่เป็นผู้สูงอายุหรือผู้ที่เกษียรแล้ว ซึ่งอาสากลุ่มนี้จะมีความสามารถพิเศษ อาทิ การเลี้ยงสัตว์ ทำสวน

      11. สนใจงานดูแลเด็กพิเศษ จึงเข้ามาเป็นอาสาสมัครเพื่อเรียนรู้

      12. เป็นนักศึกษาที่เรียนด้านสังคม จึงเข้ามาเป็นอาสาสมัครเป็นคนว่างงานที่เข้ามาฝึกงาน


ประโยชน์จากการเข้ามาเป็นอาสาสมัคร

        1. ได้ผ่อนคลาย

        2. ได้มีเพื่อน

        3. มีพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนทักษะที่มี ที่ได้จากการเลี้ยงดูเด็กมาเรียนรู้กัน

        4. เด็กพิเศษได้รับการดูแลที่ดีขึ้น

        5. ได้ความรู้ด้านการดูแลเด็กพิเศษมากยิ่งขึ้น

        6. ได้แลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างอาสาสมัครด้วยกัน

        7. ได้ความสุขที่ได้ทำ ได้เป็นผู้ให้

        8. พ่อแม่เด็กได้พักผ่อน

        9. เด็กๆได้เรียนรู้ในสิ่งใหม่จากอาสาสมัคร นอกเหนือจากการเรียนรู้จากพ่อแม่

      10. ได้มิตรภาพระหว่างพ่อแม่กับอาสาสมัคร

      11. ได้ประสบการณ์ในการเลี้ยงดูเด็กที่เป็นพิเศษ

      12. สามารถนำความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่ต่อในชุมชนอื่นๆได้ช่วยลดช่องว่างของเด็กพิเศษให้ได้ทำกิจกรรมเทียบเคียงกับคนปกติ

      13. เด็กพิเศษมีโอกาสเข้ามาอยู่ในสังคมได้มากยิ่งขึ้น ไม่ต้องอยู่ในสถานที่เดิมที่ถูกปิด เพราะอาสาสมัคร


กิจกรรมของอาสาสมัครในคาร่า

        1. อ่านนิยาย

        2. งานศิลปะ แกะสลัก

        3. เล่นเกมส์

        4. เล่นกีฬา

        5. การทำสวน

        6. ทำอาหาร

        7. งานบริหารจัดการ

        8. เรียนรู้เรื่องการสื่อสาร อาทิ ภาษา ระบบสัมผัสต่างๆ

        9. การเรียนรู้เรื่องกิจกรรมบำบัด

      10. ขอทุน

      11. งานเล็กๆน้อยๆในบ้านต่างๆ

      12. ดูแลเด็กและครอบครัว

      13. พาเด็กและครอบครัวไปทำกิจกรรมต่างๆ

      14. ไอเดียการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครที่มีต่อเด็กพิเศษ ต้องดูว่าเขาสนใจในด้านไหน

      15. พาออกนอกสถานที่  อาทิ พาไปสวนสนุก เที่ยวชมงานเทศกาลต่างๆ

      16. ช่วยงานบ้าน อาทิ ล้างจาน ทำความสะอาดบ้าน  ซ่อมแซมสิ่งของ ทำสวน (การทำสวนจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านประสาทสัมผัส) ประดิษฐ์สิ่งของ/ ของใช้ร่วมกัน

      17. กิจกรรมเสริมอื่นๆ เต้นรำ (ส่งเสริมการเคลื่อนไหว) ศิลปะ อาจดูว่าอาสาสมัครมีความสามารถพิเศษอะไรที่จะแบ่งปันให้กับเด็กพิเศษได้บ้าง


การเรียนรู้เรื่อง ....การดูแลเอาใจใส่อาสาสมัคร

        หลังจากที่เราได้อาสาสมัครมาแล้วขั้นตอนต่อไปคือการรักษาอาสาสมัครให้อยู่กับเรานานๆ เป็นงานที่เราต้องทำทุกวัน เราต้องดูแลและเอาใจใส่ หมั่นขอบคุณ ที่เขาทำงานให้เราทุกๆวัน ที่ประเทศออสเตรเลียได้มีการสำรวจถึงสาเหตุที่อาสาสมัครต้องออกจากการทำงานอาสาร้อยละ 33.3  การบริหารจัดการที่ไม่ดี  ร้อยละ 23.3 เบื่องานที่ทำหรือกิจกรรมไม่มากพอ ร้อยละ 11.7  ออกไปศึกษาต่อ ร้อยละ 10.7 เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความสนใจ ไม่รู้สึกว่าเป็นคนสำคัญขององค์กร นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่อาสาต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนของงานที่เขาทำ อาทิ ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ซึ่งทำให้อาสาสมัครต้องลาออกไป ที่บ้านคาร่าก็เช่นเดียวกัน ปัญหาสำคัญที่ทำให้อาสาสมัครต้องออกไปเพราะว่า ทัศนคติ  การต้อนรับและการวางแผนที่ไม่ดีพอของศูนย์ฯ ทำให้อาสาสมัครต้องลาออกไป แต่บางครั้งก็เป็นปัจจัยส่วนตัวของอาสาสมัคร เช่น ปัญหาครอบครัว เป็นต้น ซึ่งบ้านคาร่าจะหมั่นบันทึกเพื่อเป็นข้อมูลให้ได้เข้าใจและพัฒนางานด้านอาสาสมัครต่อไป


        องค์กรคาร่า บางครั้งก็ไม่ได้ให้ค่าตอบแทนเป็นเสมอไป แต่เราต้องดูเป้าหมายความคาดหวังของอาสาสมัครว่าเขาต้องการสิ่งอื่นด้วยหรือไม่เขาอยากได้อะไรจากการเข้ามาเป็นอาสาสมัคร


        ถ้าหากเกิดปัญหาเราต้องมีการแก้ไขอย่างทันทีทันใด ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะเมินเฉย เราต้องสร้างความรู้สึกว่าเขาเป็นสมาชิกคนหนึ่งของบ้าน อีกทั้งเราต้องเห็นคุณค่าในเวลาของอาสาสมัครที่ได้เสียสละเวลามาช่วยในงานอาสา   วิธีหนึ่งที่ทำได้คือ การจัดพี่เลี้ยงหรือคนต้อนรับ เป็นคนที่มีบุคลิกที่ใจดี  เพื่อให้เขารู้สึกดี ในส่วนของพนักงานของทางศูนย์เอง ก็ควรที่จะได้รับการอบรมถึงการดูแลและการจัดการกับอาสาสมัครเช่นเดียวกัน  ในการเรียนรู้นั้นเราต้องจัดหลักสูตรการเรียนรู้ให้มีความเหมาะสมกับความต้องการของอาสาสมัคร  โดยในช่วงของการจัดหลักสูตร เราต้องให้เขาเข้ามาร่วมฟังและร่วมแลกเปลี่ยนด้วย


        จากการที่ได้ทำงานอาสาสมัคร บ้านคาร่ารู้สึกว่าอาสาสมัครส่วนใหญ่จะชอบงานประจำที่สามารถมาทำได้  ทางศูนย์ก็จะเป็นผู้จัดให้ โดยจะให้พนักงานในศูนย์เป็นผู้จัดวางแผนงานให้ชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่าอาสาสมัครที่เข้ามาจะมีงานทำทุกวัน ซึ่งบุคคลที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงหรือคนจัดแผนงาน ต้องเป็นคนที่อาสาสมัครไว้ใจ สามารถพูดคุยหรือขอคำแนะนำได้  อาสาสมัครจะได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ


        ในประเทศออสเตรเลีย จะมีวันอาสา บ้านคาร่าจะจัดกิจกรรมเพื่อขอบคุณอาสาสมัครที่มาช่วยงาน โดยวิธีการที่เราขอบคุณคือ การมอบใบประกาศ  ออกใบประกาศขอบคุณผ่านสื่อๆ เช่น วิทยุ หนังสือพิมพ์ การออกจดหมายขอบคุณ มอบเข้มกลัดขอบคุณ มอบของใช้ที่มีคำว่าขอบคุณ เป็นต้น   ในบางครั้งอาจเป็นการ์ดคริสต์มาส การ์ดปีใหม่ ก็สามารถใช้ได้เช่นกัน อาจมีการจัดปาร์ตี้เล็กและเชิญครอบครัวอาสาสมัครมาร่วมด้วย การเสนอชื่ออาสาสมัครที่มีผลงานยอดเยี่ยมให้ได้รับรางวัล แต่ที่ง่ายที่สุดคือการพูดขอบคุณ


        ขั้นตอนการสร้างอาสาสมัครให้เป็นที่จดจำเป็นขั้นตอนที่สำคัญ ซึ่งแต่ละคนก็จะมีความต้องการแตกต่างกันไป บางคนอาจขี้อาย บางคนอาจชอบให้พูดขอบคุณบ่อยๆ ดังนั้นเราควรเลือกวิธีการขอบคุณให้เหมาะสมกับแต่ละคน


        อีกหนึ่งขั้นตอนของการเก็บรักษาอาสาสมัครไว้คือการประเมินงานของอาสาสมัครอยู่เสมอ โดยจะให้ทั้งครอบครัวและอาสาสมัคร เป็นผู้ประเมินกันและกัน เพื่อให้อาสาสมัครได้ปรับปรุงและเรียนรู้ต่อไป หากมีข้อดีก็ให้ชมเชย

  Copyright 2005-2012 baanmaenok.com All rights reserved.
view